
ฮ่องกง, 30 ตุลาคม 2569 – กลุ่มบริษัทเอไอเอ (“บริษัท”) ประกาศผลประกอบการมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) สำหรับไตรมาสที่ 3 สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 อัตราการเติบโตรายงานจากอัตราแลกเปลี่ยนคงที่
- มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 คิดเป็น 4,627 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจที่รายงานผล ไม่รวมประเทศไทย
- มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในไตรมาสที่ 3 ลดลงร้อยละ 5 คิดเป็น 1,415 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนผลจากฐานเปรียบเทียบที่สูงเป็นพิเศษในช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมของปีก่อน ในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่
- กลุ่มบริษัทกลับมาสร้างการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 25 ในเดือนกันยายน ทั้งนี้ คาดว่าแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่งจะต่อเนื่องไปในไตรมาส 4 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการกลับสู่ภาวะปกติของฐานเปรียบเทียบ
- ตามที่ได้ประกาศไว้ในการรายงานผลประกอบการระหว่างกาลปี 2569 เราคาดว่าจะสามารถสร้างอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้นของกำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษีต่อหุ้น (OPAT per share CAGR) ตั้งแต่ปี 2566 ถึงปี 2569 สูงกว่าเป้าหมายซึ่งกำหนดไว้ที่ร้อยละ 9 ถึง 11
นายหลี่ หยวน ซยอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัทเอไอเอ กล่าวว่า
“เอไอเอสร้างมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เติบโตร้อยละ 5 ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 แม้ว่าการเติบโตในไตรมาสที่ 3 จะได้รับผลกระทบจากฐานยอดขายที่อยู่ในระดับสูงเป็นพิเศษในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ในปีก่อน โดยมูลค่าธุรกิจใหม่ของกลุ่มบริษัทกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งในเดือนกันยายน ด้วยอัตราการเติบโตมากกว่าร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
“เรายังคงเห็นโอกาสการเติบโตที่น่าสนใจในทุกตลาดที่ดำเนินธุรกิจ โดยความต้องการผลิตภัณฑ์และโซลูชันด้านความคุ้มครอง สุขภาพ การออม และการวางแผนเพื่อการเกษียณอายุยังคงแข็งแกร่ง ขณะเดียวกัน เรายังคงลงทุนเพื่อเสริมสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว อีกทั้งพื้นฐานช่องทางตัวแทนยังคงแข็งแกร่ง โดยจำนวนตัวแทนที่มีผลงานอย่างต่อเนื่อง ตัวแทนใหม่ และผู้นำตัวแทนคนใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน พร้อมกับความร่วมมือที่แน่นแฟ้นมากขึ้นกับพันธมิตรธนาคารของเรา
“เราเข้าสู่ไตรมาสที่ 4 นี้ด้วยแรงส่งการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยยังคงเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการดำเนินธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี และตามที่ได้ประกาศไว้ในการรายงานผลประกอบการระหว่างกาลปี 2569 เราคาดว่าจะสามารถสร้างอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ของกำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี (OPAT) ต่อหุ้นได้สูงกว่าเป้าหมายที่ร้อยละ 9 ถึง 11 ในช่วงปี 2566 ถึง 2569 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเติบโตของธุรกิจใหม่ที่สร้างผลกำไรของเรา สามารถต่อยอดไปสู่การเติบโตของกำไรและการสร้างมูลค่าในระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้นต่อไป”
สรุปไตรมาสที่สาม
ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 กลุ่มบริษัทเอไอเอมีมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) อยู่ที่ 1,415 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 5 โดยมีสาเหตุหลักจากผลการดำเนินงานที่ชะลอตัวในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ อย่างไรก็ตาม การเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในตลาดอื่น ๆ ของกลุ่มบริษัทที่รายงาน ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 มีส่วนช่วยลดผลกระทบดังกล่าวได้บางส่วน ทั้งนี้ มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ของกลุ่มบริษัทกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งในเดือนกันยายน โดยขยายตัวมากกว่าร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
เอไอเอ ฮ่องกง มีมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในไตรมาสที่ 3 ลดลงร้อยละ 3 โดยมีสาเหตุหลักจากฐานยอดขายที่สูงเป็นพิเศษในเดือนกรกฎาคม 2568 อย่างไรก็ตาม มูลค่าธุรกิจใหม่กลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนรวมกัน สามารถสร้างการเติบโตได้ร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตในทุกกลุ่มลูกค้าและทุกช่องทางการจัดจำหน่าย
กลุ่มลูกค้าในประเทศยังคงสร้างการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในระดับที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องในไตรมาสที่ 3 จากการดำเนินกลยุทธ์การเติบโตของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่กลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ บางส่วนยังคงชะลอการตัดสินใจซื้อ เนื่องจากการติดตามสถานการณ์และข่าวสารเกี่ยวกับการลงทุนในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ความต้องการโดยรวมยังคงแข็งแกร่ง โดยมูลค่าธุรกิจใหม่ในไตรมาสที่ 3 เติบโตในระดับเลขสองหลักยังคงสูงกว่าทุกไตรมาสของปี 2567
เอไอเอ ประเทศจีน รายงานมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ลดลงร้อยละ 33 ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 โดยมีสาเหตุหลักจากฐานเปรียบเทียบที่อยู่ในระดับสูงในปีก่อนหน้า อันเป็นผลจากการที่ลูกค้าเร่งตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ก่อนการปรับอัตราราคาทั่วทั้งอุตสาหกรรม ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ทั้งนี้ ช่องทางตัวแทนสามารถกลับมาสร้างการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ได้อย่างโดดเด่นในเดือนกันยายน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากจำนวนตัวแทนที่มีผลงาน ทั้งตัวแทนปัจจุบันและตัวแทนใหม่ที่เพิ่มขึ้น และบริษัทคาดว่าแนวโน้มการเติบโตจะเร่งตัวขึ้นในไตรมาสที่ 4 สำหรับช่องทางการขายผ่านธนาคารมูลค่าธุรกิจใหม่ ลดลงในระดับเลขสองหลักเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งไตรมาส โดยมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในเดือนกันยายนยังต่ำกว่าระดับของปีก่อนหน้าเพียงเล็กน้อย ในขณะเดียวกัน การเพิ่มขึ้นของสัดส่วนผลิตภัณฑ์ด้านความคุ้มครอง ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 46 ของมูลค่าธุรกิจใหม่ผ่านช่องทางตัวแทนได้ช่วยสนับสนุนให้อัตรากำไรของมูลค่าธุรกิจใหม่ปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาสที่ 3
เอไอเอ ประเทศไทย มีมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เติบโตร้อยละ 9 ในไตรมาสที่ 3 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากทั้งช่องทางตัวแทนและช่องทางการขายผ่านธนาคาร สะท้อนความต้องการที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องสำหรับผลิตภัณฑ์คุ้มครองแบบดั้งเดิมและผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิต ลิงค์) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 93 ของมูลค่าธุรกิจใหม่ ในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากนี้ เอไอเอยังคงรักษาสถานะผู้นำตลาดในประเทศไทยอย่างแข็งแกร่ง ด้วยส่วนแบ่งตลาดมากกว่าร้อยละ 50 ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง และผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิต ลิงค์) อีกด้วย
เอไอเอ สิงคโปร์ สร้างการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ได้อย่างโดดเด่นถึงร้อยละ 22 ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากทั้งช่องทางพรีเมียร์ เอเจนซี่ และช่องทางพันธมิตร ขณะเดียวกันการให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องกับผลิตภัณฑ์ด้านการออมและการบริหารความมั่งคั่งสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้สูงและกลุ่มลูกค้าที่มีสินทรัพย์สูงทั้งในประเทศและต่างประเทศยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่จากผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิต ลิงค์) ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
เอไอเอ มาเลเซีย มีมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เติบโตร้อยละ 10 ในไตรมาสที่ 3 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากทั้งช่องทางพรีเมียร์ เอเจนซี่ และความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้านการขายผ่านพันธมิตรแบงก์แอสชัวรันส์กับ Public Bank Berhad ขณะเดียวกันการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ผ่านช่องทางตัวแทนยังคงเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569 จากการสรรหาตัวแทนใหม่ที่แข็งแกร่งและประสิทธิภาพการดำเนินงานของตัวแทนที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กลุ่มตลาดอื่นของเรามีมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตที่แข็งแกร่งในอินเดีย ไต้หวัน (จีน) และเวียดนาม ทั้งนี้ Tata AIA Life ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของเราในประเทศอินเดีย ยังคงสร้างการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ได้อย่างโดดเด่นในทุกช่องทางการขาย สำหรับช่วง 3 เดือน สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2569
โดยรวม อัตรากำไรของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB Margin)เพิ่มขึ้น 5.3จุด เป็นร้อยละ 63.5 โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการปรับสัดส่วนในส่วนผสมของผลิตภัณฑ์และช่องทางการขายที่เอื้อประโยชน์ในจีนแผ่นดินใหญ่ ขณะที่เบี้ยประกันภัยรับปีแรก (ANP)ลดลงร้อยละ 13มาอยู่ที่ 2,237ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีสาเหตุหลักจากผลการดำเนินงานในจีนแผ่นดินใหญ่ ขณะที่เบี้ยประกันภัยรับรวม (TWPI)เพิ่มขึ้นร้อยละ 7เป็น 12,892ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับอัตรากำไรของมูลค่าปัจจุบันของเบี้ยประกันภัยธุรกิจใหม่ (PVNBP)คงตัวอยู่ที่ร้อยละ 11 ทั้งนี้ ตามที่ได้ประกาศไว้ในผลการดำเนินงานระหว่างกาลของปี 2569 คาดว่าจะสามารถทำได้ดีกว่าเป้าหมายอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้นของกำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษีต่อหุ้น (OPAT per share CAGR) ตั้งแต่ปี 2566 ถึงปี 2569 สูงกว่าเป้าหมายซึ่งกำหนดไว้ที่ร้อยละ 9 ถึง 11
ภาพรวม
แม้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันจะส่งผลให้ตลาดทุนทั่วโลกมีความผันผวน แต่ปัจจัยพื้นฐานที่สนับสนุนการเติบโตของภูมิภาคยังคงแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างประชากรที่เอื้ออำนวย รายได้ของประชาชนที่เพิ่มขึ้น อัตราการเข้าถึงประกันภัยภาคเอกชนที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และความครอบคลุมของระบบสวัสดิการสังคมที่ยังมีจำกัด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความต้องการผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้กับบริษัทอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เอไอเอเชื่อมั่นว่าแนวโน้มการเติบโตในระยะยาวของธุรกิจยังคงโดดเด่น ด้วยความได้เปรียบในการแข่งขันที่แข็งแกร่ง การดำเนินธุรกิจที่กระจายตัวครอบคลุมหลากหลายตลาด และปัจจัยการเติบโตเชิงโครงสร้างที่สนับสนุนธุรกิจประกันชีวิตและสุขภาพในภูมิภาคเอเชีย โดยกลยุทธ์สำคัญของบริษัท คือการมุ่งใช้ประโยชน์จากโอกาสการเติบโตดังกล่าว เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจใหม่อย่างมีคุณภาพและสร้างผลกำไร อันจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของผลประกอบการในอนาคต ความสามารถในการสร้างเงินทุนส่วนเกิน และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว
ความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ
ตามที่ได้เปิดเผยไว้ก่อนหน้านี้ในรายงานผลประกอบการระหว่างกาลปี 2569ตัวชี้วัดทางการเงินที่สำคัญของเอไอเอมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย ดังนั้น จากการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา เอไอเอประเมินว่า หากอัตราผลตอบแทนของอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นพร้อมกันทุกช่วงอายุอีก50จุดพื้นฐาน จะส่งผลให้มูลค่าธุรกิจรวมของกลุ่มบริษัท ลดลงเล็กน้อยเพียงร้อยละ 1 และส่งผลเชิงบวกในระดับเล็กน้อยต่ออัตราส่วนเงินกองทุนของผู้ถือหุ้นของกลุ่มบริษัท ณ วันที่ 30มิถุนายน2569
ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
เอไอเอรับเบี้ยประกันภัยส่วนใหญ่ในสกุลเงินท้องถิ่นของแต่ละประเทศที่ดำเนินธุรกิจและบริหารจัดการให้สินทรัพย์และหนี้สินในสกุลเงินท้องถิ่นมีความสอดคล้องกันอย่างใกล้ชิดเพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอย่างไรก็ตาม ในการจัดทำงบการเงินรวมของกลุ่มบริษัทผลการดำเนินงานจะถูกรายงานในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจึงอาจได้รับผลกระทบจากการแปลงค่าสกุลเงิน ทั้งนี้บริษัทนำเสนออัตราการเติบโตและบทวิเคราะห์ผลการดำเนินงานบนฐานอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (Constant Exchange Rates: CER) เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่นเพื่อสะท้อนผลการดำเนินงานที่แท้จริงของธุรกิจได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
– จบ –
หมายเหตุ:
- ไตรมาสที่ 3 ของปีการเงิน 2569 และ 2568 ของเอไอเอสิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 และ 30 กันยายน 2568 ตามลำดับ
- เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น ตัวเลขทั้งหมดแสดงในสกุลเงินที่ใช้ในการรายงานจริง (ดอลลาร์สหรัฐ) และคำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยนจริง (Actual Exchange Rates: AER) โดยการเปลี่ยนแปลงของผลการดำเนินงานแสดงในรูปแบบการเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (Year-on-Year) และคำนวณบนฐานอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (Constant Exchange Rates: CER) ทั้งนี้ การคำนวณบนฐาน CER ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยคงที่สำหรับปี 2569 และ 2568
- สมมติฐานผลตอบแทนจากการลงทุนระยะยาวที่ใช้ในการคำนวณมูลค่าธุรกิจรวม (Embedded Value: EV) สำหรับผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ปี 2569 ยังคงเป็นชุดเดียวกับที่ใช้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ตามที่เปิดเผยในข้อมูลประกอบมูลค่าธุรกิจรวมในรายงานประจำปี 2568 ส่วนสมมติฐานที่ไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางเศรษฐกิจ อ้างอิงจากข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 และได้รับการปรับปรุงเพื่อสะท้อนมุมมองล่าสุดของเอไอเอต่อประสบการณ์และแนวโน้มการดำเนินงานที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต
- มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ของกลุ่มบริษัทได้ผ่านการปรับปรุงรายการเพื่อสะท้อนการตั้งสำรองและข้อกำหนดด้านเงินกองทุนในระดับงบการเงินรวม รวมถึงการหักมูลค่าหลังภาษีของค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ยังไม่ได้จัดสรรของ Group Office Expenses และ Group Corporate Centre Tax ทั้งนี้ ไม่รวมมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในส่วนที่เป็นของผู้มีส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม
- มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) คำนวณจากสมมติฐานที่ใช้ ณ เวลาที่มีการขายกรมธรรม์
มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) รวมธุรกิจบำนาญ (Pension Business) ขณะที่เบี้ยประกันภัยรับปีแรก (ANP) และอัตรา กำไรจากธุรกิจใหม่ (VONB Margin) ไม่รวมธุรกิจบำนาญ และรายงานก่อนหักส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม
- เบี้ยประกันภัยรับปีแรก (ANP) หมายถึง ร้อยละ 100 ของเบี้ยประกันภัยปีแรกที่แปลงเป็นรายปี (Annualised First Year Premiums) และร้อยละ 10 ของเบี้ยประกันภัยชำระครั้งเดียว (Single Premiums) ก่อนหักเบี้ยประกันภัยที่ส่งต่อให้ผู้รับประกันภัยต่อ (Reinsurance Ceded) และไม่รวมธุรกิจบำนาญ
- รายได้เบี้ยประกันภัยรวม (TWPI) ประกอบด้วย ร้อยละ 100 ของเบี้ยประกันภัยต่ออายุ (Renewal Premiums) ร้อยละ 100 ของเบี้ยประกันภัยปีแรก (First Year Premiums) และ ร้อยละ 10 ของเบี้ยประกันภัยชำระครั้งเดียว (Single Premiums) ก่อนหักเบี้ยประกันภัยที่ส่งต่อให้ผู้รับประกันภัยต่อ (Reinsurance Ceded)
- แนวโน้มอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (Compound Annual Growth Rate: CAGR) ของกำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษีต่อหุ้น (OPAT per Share) ตั้งเป้าไว้ที่ร้อยละ 9 ถึง 11 ในช่วงปี 2566 ถึง 2569 คำนวณบนฐานอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (Constant Exchange Rate Basis) และหลังหักผลกระทบจากภาษีส่วนเพิ่ม (Top-up Tax) ภายใต้หลักเกณฑ์ภาษีขั้นต่ำทั่วโลก (Global Minimum Tax Regime)
- การวิเคราะห์ความอ่อนไหวของมูลค่าธุรกิจ (EV Sensitivities) ได้รวมผลกระทบจากสมมติฐานผลตอบแทนจากการลงทุนระยะยาวที่เกี่ยวข้อง อัตราคิดลดความเสี่ยง (Risk Discount Rates) และรายการปรับปรุงเพื่อการรวมงบการเงิน (Consolidation Adjustments) แล้ว
- ในการรายงานผลการดำเนินงานตามกลุ่มธุรกิจ:ฮ่องกง (Hong Kong) หมายถึง การดำเนินงานในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (Hong Kong SAR) และเขตบริหารพิเศษมาเก๊า (Macau SAR)
สิงคโปร์ (Singapore) หมายถึง การดำเนินงานในประเทศสิงคโปร์และบรูไน ตลาดอื่น ๆ (Other Markets) หมายถึง การดำเนินงานในออสเตรเลีย กัมพูชา อินเดีย อินโดนีเซีย เมียนมา นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ศรีลังกา ไต้หวัน (จีน) และเวียดนาม
- มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ของตลาดอื่นนอกเหนือจากฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ คำนวณจาก มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ของกลุ่มบริษัทหลังหักมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ของเอไอเอ ฮ่องกง และเอไอเอ ประเทศจีน ซึ่งคำนวณตามเกณฑ์การตั้งสำรองและเงินกองทุนในแต่ละประเทศ ก่อนหักค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ภาษี และส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม
- ผลการดำเนินงานของ Tata AIA Life ที่รวมอยู่ในงบการเงินรวมของเอไอเอสำหรับไตรมาส 3 ปี 2569 และไตรมาส 3 ปี 2568 เป็นผลการดำเนินงานสำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และ 30 มิถุนายน 2568 ตามลำดับ เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น
- เบี้ยประกันภัยรับปีแรก (ANP) และมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ของกลุ่มตลาดอื่น ๆ รวมผลการดำเนินงานจากการถือหุ้นสัดส่วนร้อยละ 49 ใน Tata AIA Life แต่ไม่รวมผลการดำเนินงานจากการถือหุ้นสัดส่วนร้อยละ 24.99 ใน China Post Life
เพื่อความชัดเจน รายได้เบี้ยประกันภัยรับรวม (TWPI) และมูลค่าส่วนเพิ่มของส่วนต่างกำไรจากธุรกิจใหม่ตามสัญญาประกันภัย (New Business Contractual Service Margin: New Business CSM) ไม่รวมผลการดำเนินงานจากทั้ง Tata AIA Life และ China Post Life
- อัตราการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ สำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2569 เป็นไปตามที่ Tata AIA Life รายงาน โดยคำนวณตามหลักเกณฑ์ Indian Embedded Value (IEV) ซึ่งกำหนดไว้ใน Actuarial Practice Standard 10 ที่ออกโดย Institute of Actuaries of India และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติมาตรฐานที่ใช้ในอุตสาหกรรมประกันชีวิตของประเทศอินเดีย






ใส่ความเห็น