
องค์ความรู้ด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์นับเป็นพื้นฐานสำคัญที่สามารถต่อยอดสู่การศึกษาและการทำงานในหลากหลายสาขา โดยเฉพาะด้านการแพทย์และสาธารณสุข สะท้อนผ่านประสบการณ์ของศิษย์เก่าวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต พลอย-จิตราภรณ์ สมเชื้อ ซึ่งปัจจุบันกำลังศึกษาในระดับแพทยศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 6 ณ Aradia University ประเทศโรมาเนีย และได้นำองค์ความรู้จากศาสตร์วิศวกรรมชีวการแพทย์มาประยุกต์ใช้ในการเรียนแพทย์ ทั้งด้านการคิดวิเคราะห์เชิงระบบ การจัดการข้อมูลผู้ป่วย และการทำความเข้าใจเทคโนโลยีทางการแพทย์
จุดเริ่มต้นของการเรียนทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ของพลอย เกิดจากแรงบันดาลใจในการเลือกเรียนสาขาที่ผสมผสานระหว่างศิลปะ วิทยาศาสตร์ และวิศวกรรม บวกกับการพบกันครึ่งทางระหว่างความชอบของตนเองและความต้องการของครอบครัว

พลอยเล่าว่า “ในขณะนั้นพลอยยังไม่ได้มีเป้าหมายชัดเจนว่าอยากเป็นอะไร โดยส่วนตัวเป็นคนชอบสายศิลป์ แต่เรียนจบมาในสายวิทย์-คณิต คุณแม่อยากให้ลองสอบเข้าคณะแพทย์ แต่พลอยไม่ได้มีความมุ่งมั่นที่จะไปทางสายแพทย์ขนาดนั้น เมื่อลองค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับวิศวกรรมชีวการแพทย์ (BME) ก็พบว่า เป็นสาขาที่ผสมผสานทั้งศิลป์ ชีววิทยา และฟิสิกส์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว จึงตัดสินใจตกลงพบกันครึ่งทางกับคุณแม่และเลือกเรียนสาขานี้ นอกจากนี้ เหตุผลที่เลือกเรียนที่วิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ม.รังสิต เป็นเพราะประทับใจตั้งแต่ครั้งแรก อาจารย์น่ารัก มีอุปกรณ์การเรียนการสอนที่พร้อม และรู้สึกว่าถ้าเราเรียนที่นี่ เราต้องได้ประสบการณ์ดี ๆ ความรู้ แล้วก็ได้ลงมือทำจริง ๆ พอได้เข้ามาเรียนพลอยไม่ได้เรียนเพียงอย่างเดียว แต่ได้มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกับที่คณะด้วย ประทับใจทั้งอาจารย์ รุ่นพี่ รุ่นน้อง เราได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งมีแต่ความทรงจำดี ๆ ค่ะ”
หลังจากเรียนจบช่วงนั้นตรงกับสถานการณ์โควิด-19 พอดี ทำให้ยังไม่ได้เริ่มทำงาน และได้ไปฝึกงานกับอาจารย์หมอที่โรงพยาบาลวชิระ เพื่อช่วยดูแลระบบและรวบรวมข้อมูลผู้ป่วย หลังจากฝึกงานเสร็จและได้ศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติม พลอยจึงตัดสินใจเดินทางไปเรียนต่อคณะแพทย์ที่ประเทศโรมาเนียทันที
“เหตุผลที่ตัดสินใจเรียนต่อแพทย์เพราะว่า ตอนไปฝึกงานกับอาจารย์หมอ เราไปทำเรื่องการดูแลข้อมูลผู้ป่วย จัดการระบบ รวบรวมข้อมูลทั้งหมดมา แล้วเราก็มาวิเคราะห์ประมวลผลว่า ผู้ป่วยคนนี้จะมีโอกาสเกิดโรคอะไรบ้าง ทีนี้เรารู้สึกว่าการจะได้ข้อมูลพวกนี้มามันยาก ต่อให้เราเป็นวิศวกรรมชีวการแพทย์ มันต้องผ่านหลากหลายกระบวนการ แต่ลองนึกกลับกันว่าถ้าเราเป็นหมอ แต่เรามีความรู้ด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ เราสามารถนำมาใช้ได้เลย มีทั้งประโยชน์ต่อตัวเราแล้วก็ตัวคนไข้ในอนาคต”

พลอยมองว่า ความรู้จากวิศวกรรมชีวการแพทย์ ช่วยสนับสนุนการเรียนต่อแพทย์ได้พอสมควร “ต้องพูดว่าจริงๆ ต่อให้เราไม่จบชีวการแพทย์ จบ ม.6 หรือปริญญาโทก็สามารถต่อแพทย์ได้ใช่ไหมคะ แต่ถ้าเราจบวิศวกรรมชีวการแพทย์ไป อย่างแรกคือเรามีพื้นฐานเรื่อง Anatomy (กายวิภาคศาสตร์) และชีวะอยู่แล้ว แต่หลัก ๆ เลยที่พลอยรู้สึกว่าเอาไปใช้ได้จริงก็คือการวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหา การมองภาพรวม การที่เรารู้จักระบบของพวกนี้อยู่แล้ว ระบบในโรงพยาบาลต่อให้แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นที่เมืองไทยหรือที่โรมาเนียเอง พลอยมองว่าเราแค่เห็นเราก็รู้แล้วว่าระบบเป็นแบบไหน ทำให้เราสามารถจัดการชีวิตของเราและในเรื่องของการเรียนให้มันราบรื่นไปได้ดีค่ะ ซึ่งการเรียนแพทย์มีความเข้มข้นและต้องใช้วินัยสูง โดยพลอยมีคติประจำใจในการเรียนว่า ห้ามเหนื่อย ห้ามพัก ห้ามตาย คือต้องมาเรียนทุกวัน”
เมื่อพูดถึง AI และเทคโนโลยีการแพทย์จะเข้ามาเปลี่ยนบทบาททางการแพทย์อย่างไรบ้าง ในมุมมองของพลอยมองว่า AI ไม่มีทางมาทดแทนแพทย์ได้ แต่จะช่วยซัพพอร์ตเรื่องความรวดเร็ว แม่นยำ และช่วยลดภาระแพทย์ได้อย่างมหาศาล

“เราสามารถนำ AI เข้ามาสนับสนุนในเรื่องของความแม่นยำและความรวดเร็ว ซึ่งจะลดภาระแพทย์ไปได้เยอะมาก ส่วนตัวพลอยคิดว่า แพทย์ที่เข้าใจเทคโนโลยีมีความสำคัญนะคะ เพราะว่าเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีมันเยอะมาก หากมองในเรื่องของการใช้งานคือ ถ้าเรารู้จักเครื่องมือ รู้จักระบบของมัน เราจะใช้งานได้ดี ซึ่งหมายความว่าตัวคนไข้เองก็จะได้ความปลอดภัยจากการใช้เครื่องมือของแพทย์เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่อง CT Scan, MRI หรือการทำ Ultrasound หากเรามีความเชี่ยวชาญ ผลลัพธ์ที่ออกมาหรือการประมวลผลเพื่อวินิจฉัยให้คนไข้มักจะออกมาชัดเจนอยู่แล้วว่าคนไข้เป็นอะไรค่ะ”
สุดท้ายพลอยได้ฝากถึงน้อง ๆ ที่สนใจทางด้านนี้ไว้ด้วยว่า จริง ๆ แล้ววิศวกรรมชีวการแพทย์ สามารถนำไปต่อยอดได้มากกว่าที่คิด คือไม่จำเป็นต้องเรียนต่อแพทย์ก็ได้ โดยสามารถนำพื้นฐานด้านวิศวกรรม ชีววิทยา และทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ ไปปรับใช้หรือเรียนต่อในสาขาวิชาอื่น ๆ ที่สนใจในอนาคตได้อย่างกว้างขวาง ขอให้สู้ ๆ และอย่าทิ้งความฝันของเรา
***********************




ใส่ความเห็น