
เรียบเรียงโดย: ผศ.ดร.ณชรต อิ่มณะรัญ หัวหน้าสาขาวิชาการเขียนบทและการกำกับภาพยนตร์และซีรีส์ วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
ผมเขียนบทความนี้ในฐานะอาจารย์ด้านนิเทศศาสตร์ หน้าที่ของผมอาจไม่ใช่การบอกว่าสังคมควรเลือกอยู่ข้างใคร แต่คือการชวนตั้งคำถามว่า ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เรากำลังรักษาอะไร และกำลังเสี่ยงจะสูญเสียอะไรไปจากระบบสื่อของสังคมไทย ข้อเสนอให้แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแหล่งรายได้ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ Thai PBS กำลังทำให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวาง ฝ่ายหนึ่งตั้งคำถามถึงวินัยทางการเงินการคลัง และความเหมาะสมของการกันรายได้บางส่วนไว้ให้องค์กรโดยตรง ขณะที่อีกฝ่ายกังวลว่า หากเปลี่ยนไปพึ่งพางบประมาณรายปี ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะอาจได้รับผลกระทบ ผมคิดว่าทั้งสองฝ่ายกำลังถามคำถามที่ถูก แต่เราอาจกำลังถาม “คำถามที่เล็กเกินไป” เพราะเรื่องนี้ไม่ควรจบลงที่ว่า Thai PBS ควรได้เงินจากที่ไหน หรือควรได้เงินปีละเท่าไร คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ ในระบอบประชาธิปไตย เราจะออกแบบความสัมพันธ์ระหว่าง “เงิน อำนาจ และสื่อ” อย่างไร เพื่อให้คนที่สื่อมีหน้าที่ตรวจสอบ ไม่สามารถใช้อำนาจเหนือความอยู่รอดของสื่อนั้นได้ และในเวลาเดียวกัน สื่อก็ไม่สามารถใช้คำว่า “ความเป็นอิสระ” เป็นเกราะป้องกันตัวเองจากการตรวจสอบของประชาชนนี่ต่างหากที่ผมคิดว่าเป็นหัวใจของเรื่อง
เงินของสื่อไม่เคยเป็นเพียงเรื่องเงิน
เราอาจคุ้นเคยกับการคิดว่า “ความเป็นอิสระของสื่อ” หมายถึงการไม่มีใครโทรศัพท์มาสั่งกองบรรณาธิการว่า ข่าวไหนออกได้ ข่าวไหนออกไม่ได้ แต่การควบคุมสื่อในโลกปัจจุบันไม่จำเป็นต้องหยาบเช่นนั้น บางครั้งไม่ต้องมีคำสั่ง ไม่ต้องมีหนังสือ และไม่ต้องมีการเซ็นเซอร์ เพียงทำให้คนในองค์กรรู้ว่า ความอยู่รอดขององค์กรในปีหน้าขึ้นอยู่กับใคร ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมขององค์กรได้แล้ว นี่คือเหตุผลที่เรื่อง “แหล่งเงิน” ของสื่อสาธารณะไม่สามารถแยกออกจากเรื่อง “อำนาจ” ได้ อย่างไรก็ตาม การพูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่า หาก Thai PBS เข้าสู่ระบบงบประมาณรายปีแล้ว รัฐบาลจะสามารถสั่งข่าวได้ทันที การกล่าวเช่นนั้นก็เป็นการด่วนสรุปเกินหลักฐานเช่นกัน คำถามที่ถูกต้องกว่าจึงไม่ใช่ “รัฐบาลจะแทรกแซง Thai PBS หรือไม่” แต่คือ “ระบบที่เรากำลังออกแบบ เปิดโอกาสให้รัฐบาลใดก็ตามในอนาคตสามารถใช้งบประมาณสร้างแรงกดดันต่อสื่อได้มากขึ้นหรือไม่” สองคำถามนี้แตกต่างกันอย่างมาก กฎหมายที่ดีไม่ควรถูกออกแบบบนสมมติฐานว่าเราจะมีผู้มีอำนาจที่ดีตลอดไป มันต้องถูกออกแบบให้ยังทำงานได้ แม้ในวันที่เราได้ผู้มีอำนาจที่เราไม่ไว้วางใจ
แต่อย่าใช้คำว่าเสรีภาพสื่อเป็นอภิสิทธิ์
ในอีกด้านหนึ่ง ผมก็ไม่คิดว่าคำว่า “ความเป็นอิสระของสื่อ” ควรเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้การตั้งคำถามต่อ Thai PBS กลายเป็นเรื่องต้องห้าม ยิ่งสังคมมอบความเป็นอิสระให้สื่อมากเท่าไร สื่อนั้นยิ่งต้องรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้นเท่านั้น หากองค์กรได้รับทรัพยากรสาธารณะ ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนที่จะถามว่า เงินนั้นถูกใช้อย่างไร องค์กรมีประสิทธิภาพเพียงใด โครงสร้างการบริหารเหมาะสมกับโลกสื่อที่เปลี่ยนไปหรือไม่ และที่สำคัญที่สุด ประชาชนได้รับอะไรกลับมาจากความเป็นอิสระที่สังคมมอบให้ การตรวจสอบจึงไม่ใช่ศัตรูของเสรีภาพ การตรวจสอบที่ดีต่างหากที่ทำให้เสรีภาพมีความชอบธรรม เราไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง Independence กับ Accountability สังคมควรเรียกร้องทั้งสองอย่าง
อย่าถามเพียงว่าคนดูเท่าไร
อีกคำหนึ่งที่เราต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการอภิปรายเรื่องสื่อสาธารณะ คือคำว่า “คุ้มค่า” เพราะหากเราใช้ตรรกะของตลาดเพียงอย่างเดียววัดความคุ้มค่าของสื่อสาธารณะ เราอาจกำลังทำลายเหตุผลที่ทำให้สื่อสาธารณะจำเป็นต้องมีอยู่ตั้งแต่แรก รายการสำหรับเด็กอาจไม่ได้ทำรายได้สูงที่สุด ข่าวเกี่ยวกับคนชายขอบอาจไม่ได้มีคนดูมากที่สุด สารคดีเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอาจแข่งขันกับรายการบันเทิงในเรื่องเรตติ้งไม่ได้ ข่าวสืบสวนที่ใช้เวลาหลายเดือนอาจมีต้นทุนสูงกว่าคลิปที่มีผู้ชมหลายล้านครั้ง แต่หากเราใช้เพียงจำนวนผู้ชมเป็นเครื่องตัดสิน เราก็ไม่จำเป็นต้องมีสื่อสาธารณะตั้งแต่ต้น เพราะตลาดสามารถผลิตสิ่งที่คนจำนวนมากต้องการดูได้อยู่แล้ว คุณค่าของสื่อสาธารณะจึงอาจอยู่ตรงสิ่งที่ “จำเป็นต้องมี” แม้ไม่มีใครอยากลงทุนทำ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Public Value ดังนั้น หาก Thai PBS ต้องการให้สังคมปกป้องความเป็นอิสระของตน คำตอบที่ดีที่สุดไม่ใช่เพียงการบอกว่า “เราเป็นสื่อสาธารณะ” แต่ต้องตอบประชาชนให้ได้ว่า ความเป็นอิสระที่ประชาชนมอบให้นั้น ได้ถูกเปลี่ยนเป็นคุณค่าสาธารณะอะไรกลับคืนสู่ประชาชน และผมคิดว่าเราควรกล้าถามคำถามนี้กับ Thai PBS อย่างจริงจังเช่นเดียวกัน
เราอาจไม่จำเป็นต้องปกป้อง Thai PBS
ประโยคนี้อาจฟังดูขัดกับกระแสของการออกมาปกป้องสื่อสาธารณะในเวลานี้ แต่ผมตั้งใจเขียนเช่นนั้น เพราะในความเห็นของผม สิ่งที่เราต้องปกป้องไม่ใช่ชื่อขององค์กร องค์กรเปลี่ยนได้ ผู้บริหารเปลี่ยนได้ โครงสร้างเปลี่ยนได้ กฎหมายเปลี่ยนได้ แม้กระทั่งวิธีหารายได้ก็เปลี่ยนได้ สิ่งที่ไม่ควรถูกต่อรองคือ สิทธิของประชาชนที่จะมีพื้นที่ข้อมูลข่าวสารซึ่งไม่จำเป็นต้องเอาใจตลาด และไม่จำเป็นต้องเอาใจผู้มีอำนาจ ถ้าวันหนึ่งเราพบโครงสร้างที่ดีกว่า Thai PBS ในปัจจุบัน เราก็ควรกล้าเปลี่ยน หากพบกลไกตรวจสอบที่ดีกว่า เราก็ควรกล้าใช้ หากโครงสร้างองค์กรไม่มีประสิทธิภาพ เราก็ควรกล้าปฏิรูป เพราะเป้าหมายของสังคมไม่ควรเป็นการทำให้ “องค์กรหนึ่งอยู่รอด” แต่คือการทำให้ “หลักการหนึ่งอยู่รอด” และหลักการนั้นคือ ประชาชนต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกกำหนดโดยผลประโยชน์ของตลาดหรือความต้องการของผู้มีอำนาจเพียงฝ่ายเดียว
คำถามถึงผู้เสนอแก้กฎหมาย
ผมไม่ได้คิดว่าการเสนอแก้กฎหมายเป็นสิ่งผิด กฎหมายที่ดีต้องสามารถถูกตั้งคำถามและปรับปรุงได้เสมอ แต่ถ้าเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือวินัยทางการเงินการคลัง เราควรถามต่อว่า ปัญหาที่กำลังพยายามแก้คืออะไร ถ้าปัญหาคือความโปร่งใส ก็ต้องเพิ่มความโปร่งใส ถ้าปัญหาคือประสิทธิภาพ ก็ต้องแก้ประสิทธิภาพ ถ้าปัญหาคือการตรวจสอบ ก็ต้องออกแบบระบบตรวจสอบใหม่ แต่หากคำตอบคือการเปลี่ยนแหล่งเงิน เราต้องสามารถอธิบายให้ได้ว่า การเปลี่ยนแหล่งเงินแก้ปัญหาเหล่านั้นอย่างไร และที่สำคัญกว่านั้น หากเรารื้อกลไกหนึ่งที่เคยทำหน้าที่เป็นระยะห่างระหว่างสื่อกับอำนาจรัฐ เราจะสร้างอะไรขึ้นมาทดแทนระยะห่างนั้น นี่เป็นคำถามที่ฝ่ายเสนอการเปลี่ยนแปลงควรตอบให้สังคมได้ ไม่ใช่เพราะผู้เสนอมีเจตนาจะแทรกแซงสื่อ แต่เพราะกฎหมายไม่ได้มีไว้สำหรับผู้เสนอวันนี้เท่านั้น กฎหมายจะตกไปอยู่ในมือของผู้มีอำนาจที่เรายังไม่รู้จักในวันข้างหน้า
และคำถามถึง Thai PBS
ในเวลาเดียวกัน หาก Thai PBS ต้องการให้ประชาชนออกมาปกป้องความเป็นอิสระขององค์กร ผมคิดว่าองค์กรเองก็ต้องพร้อมตอบคำถามที่ยากเช่นกัน หลังจากดำรงอยู่มาเกือบสองทศวรรษ ประชาชนเป็นเจ้าของ Thai PBS จริงเพียงใด ประชาชนมีอำนาจอะไรนอกเหนือจากการเป็นผู้ชม กลไกการรับฟังประชาชนส่งผลต่อการตัดสินใจขององค์กรจริงแค่ไหน เราวัด Public Value ด้วยอะไร หากได้รับเงินมากขึ้น ประชาชนจะได้รับอะไรเพิ่มขึ้น หากได้รับเงินน้อยลง อะไรคือบริการสาธารณะที่จะหายไป และในยุคที่ประชาชนจำนวนมากไม่ได้เปิดโทรทัศน์เพื่อรับข่าวสารเหมือนปี 2551 อีกแล้ว โครงสร้างของสื่อสาธารณะที่ถูกออกแบบขึ้นในโลกโทรทัศน์ ยังเหมาะกับโลกของแพลตฟอร์ม อัลกอริทึม และครีเอเตอร์ในปี 2569 เพียงใด การถามคำถามเหล่านี้ไม่ใช่การทำลาย Thai PBS ตรงกันข้าม หากเรารักหลักการของสื่อสาธารณะจริง เราต้องกล้าวิจารณ์องค์กรสื่อสาธารณะด้วย
จากสื่อสาธารณะสู่โครงสร้างพื้นฐานทางประชาธิปไตย
บางทีสิ่งที่เราควรเปลี่ยนมากที่สุด อาจไม่ใช่แหล่งรายได้ของ Thai PBS แต่อาจเป็นวิธีคิดของเราที่มีต่อสื่อสาธารณะ เราเคยมองถนน โรงพยาบาล โรงเรียน ระบบไฟฟ้า หรืออินเทอร์เน็ตว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้สังคมดำเนินไปได้ แต่ในโลกที่ข้อมูลเท็จเดินทางเร็วกว่าข้อเท็จจริง อัลกอริทึมเลือกสิ่งที่เราเห็น และความสนใจของมนุษย์ถูกซื้อขายเป็นสินค้า บางทีพื้นที่ข้อมูลข่าวสารที่น่าเชื่อถือ ก็อาจเป็นโครงสร้างพื้นฐานของสังคมเช่นเดียวกัน หากเป็นเช่นนั้น คำถามเรื่องสื่อสาธารณะก็ไม่ควรถูกลดทอนเหลือเพียงว่า “ปีนี้จะให้เงินเท่าไร” แต่ควรเป็น “ประเทศไทยต้องการระบบข้อมูลข่าวสารสาธารณะแบบใด เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจเรื่องของตนเองและเรื่องของประเทศได้อย่างมีคุณภาพ” เมื่อถามเช่นนี้ เราอาจค้นพบว่า Thai PBS เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำตอบ ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
คนที่จ่ายเงินไม่ควรเป็นเจ้าของความจริง
ท้ายที่สุด ผมไม่ได้คิดว่าสังคมควรรีบปฏิเสธการแก้กฎหมายเพียงเพราะมีคำว่า “ความเป็นอิสระของสื่อ” อยู่ตรงหน้า และผมก็ไม่คิดว่าเราควรยอมรับการเปลี่ยนแปลงเพียงเพราะมีคำว่า “วินัยการเงินการคลัง” รองรับอยู่ สองคำนี้ต่างเป็นหลักการที่มีคุณค่า และทั้งสองคำก็สามารถถูกใช้เป็นเหตุผลเพื่อหลีกเลี่ยงคำถามที่ยากกว่าได้เช่นกัน สิ่งที่เราต้องการจึงไม่ใช่สื่อที่ไม่มีใครตรวจสอบ และไม่ใช่สื่อที่ผู้มีอำนาจสามารถควบคุมได้ แต่คือสื่อที่เป็นอิสระจากผู้มีอำนาจ และในเวลาเดียวกันรับผิดชอบต่อประชาชน ประชาชนไม่ควรถูกบังคับให้เลือกระหว่าง “สื่อที่เป็นอิสระแต่ไม่ต้องรับผิดชอบ” กับ “สื่อที่ถูกตรวจสอบได้แต่ไม่เป็นอิสระ” เราควรเรียกร้องสิ่งที่ยากกว่านั้น สื่อที่ทั้งเป็นอิสระ และรับผิดชอบ ดังนั้น ก่อนที่เราจะถามว่า Thai PBS ควรได้เงินจากที่ใด ผมอยากชวนสังคมถามคำถามที่มาก่อนเรื่องเงินเสียด้วยซ้ำว่า สื่อสาธารณะควรเป็นอิสระจากใคร ควรรับผิดชอบต่อใคร และท้ายที่สุด สื่อนั้นมีอยู่เพื่อใคร หากคำตอบของคำถามสุดท้ายคือ “ประชาชน” ไม่ว่ากฎหมายฉบับใหม่หรือฉบับเดิม ไม่ว่าระบบเงินแบบใด และไม่ว่าองค์กรนั้นจะชื่ออะไร เราก็ควรมีหลักง่าย ๆ ข้อหนึ่งสำหรับใช้ตัดสินมัน ผู้มีอำนาจไม่ควรเป็นเจ้าของสื่อที่มีหน้าที่ตรวจสอบตนเอง และสื่อก็ไม่ควรเป็นเจ้าของความเป็นอิสระที่ประชาชนมอบให้ เพราะความเป็นอิสระของสื่อ ไม่ใช่สิทธิพิเศษของคนทำสื่อ มันคือสิทธิของประชาชนที่จะได้รับรู้ความจริง โดยไม่ต้องกังวลว่าใครเป็นคนจ่ายเงินให้ความจริงนั้นถูกพูดออกมา
********************************************





ใส่ความเห็น