
ในช่วงที่ผลผลิตทางการเกษตรออกสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมาก ปัญหาที่ตามมา คือ ราคาที่ตกต่ำ โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่มีข้อจำกัดด้านการขนส่งและการเข้าถึงตลาด ส่งผลให้ต้องยอมจำหน่ายผลผลิตในราคาที่ไม่คุ้มค่ากับต้นทุนและแรงงาน จากวิกฤติดังกล่าว มหาวิทยาลัยรังสิต จึงเดินหน้า “โครงการบุญตะวัน” รับซื้อผลผลิตของเกษตรกรมาจำหน่วยทั้งแบบสดและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร สร้างห้องเรียนมีชีวิตจากโจทย์จริง ให้นักศึกษาได้เรียนรู้ตั้งแต่การรับซื้อ การจัดการวัตถุดิบ การควบคุมคุณภาพ การขาย ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์

นายณภัทร สุขผล ผู้จัดการโครงการบุญตะวัน กล่าวว่า แนวคิดของโครงการบุญตะวันเกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ของ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต ที่ต้องการให้มหาวิทยาลัยเข้ามามีส่วนช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตทางการเกษตรล้นตลาด ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยเองก็มีองค์ความรู้และศักยภาพด้านการแปรรูปอาหารที่สามารถนำมาใช้เพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตได้ โครงการ “บุญตะวัน” จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรับซื้อผลไม้จากเกษตรกร แต่ต่อยอดโดยการนำผลผลิตเหล่านั้นมาสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ให้มีอายุการเก็บรักษาที่นานยิ่งขึ้น ด้วยเทคโนโลยีอาหาร ซึ่งปีนี้โครงการบุญตะวันเดินหน้าเข้าสู่ ปีที่ 4 โดยครั้งนี้เข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมังคุดทางภาคใต้ โดยประสานความร่วมมือกับสหกรณ์การเกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประสานงานผ่านเครือข่ายในพื้นที่ในการรวบรวมมังคุดจากชุมชนและครอบครัวของนักเรียนซึ่งเป็นเกษตรกรรายย่อยผ่านความร่วมมือของครูในพื้นที่ โดยสหกรณ์การเกษตรจังหวัดฯ ช่วยในการรวบรวมผลผลิตและนำมาคัดคุณภาพก่อนจัดส่งมายังโครงการฯ

“มังคุดที่รับซื้อในครั้งนี้ จำนวน 2 ตัน ส่วนหนึ่งนำมาจำหน่ายผลสดในมหาวิทยาลัยรังสิตในราคาที่เข้าถึงได้ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูป โดยสกัดเนื้อมังคุดและเก็บรักษาในรูปแบบแช่แข็ง เพื่อทยอยนำออกมาใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ตลอดทั้งปี”
ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา “โครงการบุญตะวัน” รับซื้อผลผลิตทางการเกษตรตามฤดูกาล โดยพิจารณาจากช่วงเวลาที่ผลผลิตมีปริมาณมากและประสบปัญหาด้านราคา เช่น ปีที่ผ่านมาเป็นลำไยจากจังหวัดลำพูน และปีก่อน ๆ เช่น มะม่วงจากจังหวัดชัยนาท และส้มสายน้ำผึ้งจากจังหวัดเชียงใหม่ กล้วยเล็บมือนางจากจังหวัดชุมพร เป็นต้น

สิ่งที่ทำให้โครงการบุญตะวันแตกต่างจากกิจกรรมช่วยเหลือเกษตรกรทั่วไป คือ การนำกระบวนการทั้งหมดกลับมาเป็นพื้นที่เรียนรู้ของนักศึกษา ซึ่งภายในคณะเทคโนโลยีอาหาร มี 2 สาขา ได้แก่ สาขาเทคโนโลยีอาหาร และสาขาธุรกิจอาหาร ซึ่งนักศึกษาทั้งสองสาขาเข้ามามีบทบาทแตกต่างกัน แต่ทำงานเชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยนักศึกษาสาขาธุรกิจอาหารรับผิดชอบด้านการตลาดและการจำหน่าย ตั้งแต่การคิดว่า จะมีกลยุทธ์ทางการตลาดอย่างไร จะประชาสัมพันธ์อย่างไร จะขายอย่างไร รวมถึงการคำนวณกำไรต้นทุน และการควบคุมภาพของสินค้าจนถึงมือผู้บริโภค ขณะที่นักศึกษาสาขาเทคโนโลยีอาหาร ดูแลกระบวนการแปรรูป ตั้งแต่การตรวจรับวัตถุดิบ การล้างทำความสะอาด การเตรียมวัตถุดิบ การปอกเปลือก การสกัดน้ำ การบรรจุ และการเก็บรักษา ภายใต้หลักของการควบคุมคุณภาพ ตลอดจนการคำนวณสัดส่วนที่เหมาะสมสำหรับการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อาทิ น้ำมังคุด เยลลี่มังคุด แยมมังคุด ฯลฯ ประสบการณ์ดังกล่าวจึงแตกต่างจากการเรียนในห้องปฏิบัติการทั่วไป เพราะครั้งนี้นักศึกษาไม่ได้ทดลองกับวัตถุดิบเพียงเล็กน้อย แต่ต้องบริหารจัดการผลไม้ที่มีปริมาณมาก ซึ่งทำให้เห็นภาพการทำงานจริงตั้งแต่ต้นจนจบ
เสียงตอบรับจากเกษตรกรที่เคยเข้าร่วมโครงการนำไปสู่การกลับมาประสานงานซ้ำในหลายพื้นที่และหลายชนิดผลผลิต เช่น การรับซื้อมังคุดที่ดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และการช่วยเหลือผลผลิตชนิดอื่นในปีถัด ๆ มา เป้าหมายของ “โครงการบุญตะวัน” สำหรับเกษตรกร ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการระบายผลผลิตในช่วงที่ตลาดมีแรงกดดันด้านราคา สำหรับมหาวิทยาลัย เป็นการนำองค์ความรู้และศักยภาพของบุคลากรมาใช้ตอบโจทย์สังคม และสำหรับนักศึกษา นี่คือโอกาสในการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง ตั้งแต่การจัดการวัตถุดิบ การผลิต การตลาด ไปจนถึงการสร้างมูลค่าเพิ่ม นักศึกษาได้เรียนรู้ว่าการทำงานด้านอาหารไม่ได้จบลงเมื่อผลิตสินค้าเสร็จ หากแต่ต้องเข้าใจทั้ง “ผู้ปลูก ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ไปจนถึงผู้บริโภค” เพื่อให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่ตอบโจทย์ทั้งด้านคุณภาพ ความต้องการของตลาด และการสร้างประโยชน์ให้กับทุกฝ่ายอย่างยั่งยืน

ด้านนางสาวศิวพร มงคลศิริ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาเทคโนโลยีอาหาร คณะเทคโนโลยีอาหาร กล่าวว่า เป็นการเปิดประสบการณ์ให้ได้ลงมือปฏิบัติจริงตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การรับมังคุดเข้ามา การล้าง ปอกเปลือก คัดแยกผลที่เสียออก ก่อนนำเนื้อมังคุดเข้าสู่กระบวนการแปรรูปและจัดเก็บ โดยต้องผ่านกระบวนการทำให้เย็นอย่างรวดเร็วด้วยระบบ Air Blast Freezer ก่อนนำไปแช่เย็นเพื่อรักษาคุณภาพ นอกจากนี้ ยังได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีมและการบริหารจัดการกระบวนการผลิต รวมถึงมีโอกาสช่วยดูแลและถ่ายทอดงานให้กับนักศึกษารุ่นน้อง โดยมีอาจารย์เป็นผู้ดูแลและให้คำแนะนำในภาพรวม

“สิ่งที่ได้รับจากโครงการคือประสบการณ์จริง ได้เรียนรู้กระบวนการทำงานแต่ละขั้นตอนและเห็นแนวทางว่าความรู้ที่เรียนมาสามารถนำไปต่อยอดได้อย่างไรในอนาคต ที่สำคัญคือได้ทำงานร่วมกับคนอื่นและได้ฝึกการรับผิดชอบงานจริง”

นี่คืออีกภาพหนึ่งของมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับ “เรียน” แต่สามารถใช้ความรู้และกำลังของคนรุ่นใหม่เข้ามาเชื่อมต่อกับปัญหาจริงของสังคม และเปลี่ยน “วิกฤตผลผลิตล้นตลาด” ให้กลายเป็น “โอกาส” ได้ในเวลาเดียวกัน





ใส่ความเห็น