หากเปรียบการเรียนมหาวิทยาลัยเป็นเหมือนการสะสมอาวุธทางความคิด ชิ้นส่วนสำคัญที่สุดคงไม่ใช่แค่กระดาษปริญญาใบเดียว แต่คือเรื่องราวระหว่างทางที่หล่อหลอมให้คนคนหนึ่งเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง และนี่คืออีกหนึ่งความภาคภูมิใจ “พัชร์ณัณ สุระภี” หรือ ใบเฟิร์น นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น วิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ศิษย์เก่าจากโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ หอวัง นนทบุรี ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ใช้ภาษาและกิจกรรมเป็นสะพานเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับโลกการทำงานจริงอย่างลงตัว

“ความตั้งใจแรกที่ทำให้ใบเฟิร์นเลือกเดินสายภาษา เกิดจากมุมมองที่ว่าภาษาคือการเปิดประตูสู่โลกกว้าง เป็นเครื่องมือทรงพลังที่ช่วยให้ผู้คนต่างชาติต่างภาษา สามารถสื่อสาร เรียนรู้ และสร้างความเข้าใจระหว่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะภาษาญี่ปุ่นที่ใบเฟิร์นชอบ ใบเฟิร์นว่าความเป็นญี่ปุ่น น่ารัก ไม่ว่าจะเป็น ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรม เลยเลือกเรียนที่ ม.รังสิต ใบเฟิร์นอยากขอขอบพระคุณ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ที่ได้มอบทุน 84 ปี ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ให้กับนักศึกษา ทำให้ได้รับโอกาสทางการศึกษา ได้เข้ามาเรียนรู้ พัฒนาตนเอง และเก็บเกี่ยวประสบการณ์อันมีคุณค่าในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ค่ะ ความประทับใจแรกคือความอบอุ่นจากอาจารย์และรุ่นพี่ที่คอยต้อนรับและให้คำแนะนำอย่างดี จนความกังวลใจมลายหายไป อาจารย์ที่นี่ใส่ใจ นักศึกษาเป็นรายบุคคล คอยปูพื้นฐานให้ทุกคนอย่างเต็มที่ และพร้อมให้คำปรึกษาเสมอ จนทำให้รู้สึกว่าที่นี่ไม่ใช่แค่สถานศึกษา แต่เป็นเหมือนครอบครัว”
บาลานซ์ชีวิตในแบบ ‘นักศึกษา’ ควบ ‘นักกิจกรรม’ สภาฯ

ในรั้วมหาวิทยาลัย ใบเฟิร์นมีอยู่ 2 บทบาทที่ชัดเจน บทบาทแรกคือการเป็น “นักศึกษา” ที่ตั้งใจตักตวงความรู้ด้านภาษาและแนวคิดของชาวญี่ปุ่น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นนักภาษาที่เข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรม แต่อีกบทบาทหนึ่งที่ทำควบคู่กันไปคือการเป็น “นักกิจกรรม” ในงานกิจการนักศึกษาของวิทยาลัย รวมถึงการเข้าร่วมค่ายอาสาต่างๆ
“ในห้องเรียนเราก็จะได้รับความรู้ ในส่วนของการทำกิจกรรมคือพื้นที่จำลองในการฝึกฝนทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ได้ฝึกภาวะผู้นำ และการมีจิตสาธารณะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้กลายเป็นต้นทุนชั้นดีสำหรับอนาคตแน่นอนค่ะ”
เมื่อทักษะในตำรา เจอความจริงระดับ 5 ดาวที่ The Okura Prestige Bangkok

เมื่อถึงเวลาต้องฝึกงาน ใบเฟิร์นเลือกเดินออกจาก Comfort Zone เดิมๆ ไปสมัครที่ The Okura Prestige Bangkok โรงแรมหรูที่ขึ้นชื่อเรื่องมาตรฐานการบริการแบบญี่ปุ่น ด้วยหวังว่าจะได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นหลัก แต่หน้างานจริงกลับกลายเป็นการใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักควบคู่กับภาษาญี่ปุ่นในบางสถานการณ์ ถือเป็นความท้าทายใหม่ที่ทำให้ใบเฟิร์นต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว
“ช่วงแรกของการฝึกงานเรียกได้ว่าหินและหนักหน่วงพอสมควร ใบเฟิร์นต้องปรับตัวเรื่องการใช้ระดับภาษาให้ถูกต้องเหมาะสมกับผู้เข้าพัก เรียนรู้กฎระเบียบ มารยาทในการทำงาน และความท้าทายที่สุดคือการต้องเรียนรู้ระบบ Opera ซึ่งเป็นระบบหลักในการบริหารจัดการงานของโรงแรมที่มีรายละเอียดเยอะมาก ทุกขั้นตอนต้องรอบคอบและห้ามพลาดจากมาตรฐานของโรงแรม มีเหตุการณ์หนึ่งที่ใบเฟิร์นจำได้ไม่ลืม คือเคสที่มีเก้าอี้เกิดชำรุดและหักขณะที่ลูกค้ารับประทานอาหารเช้า ใบเฟิร์นได้รับหน้าที่เข้าไปช่วยในบทบาท “ล่าม” เพื่อสื่อสารระหว่างลูกค้าและทีมงานของโรงแรมในวินาทีวิกฤตนั้น ในสถานการณ์นั้น โรงแรมให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความรู้สึกของลูกค้าเป็นอันดับแรก มีทีมแพทย์เข้ามาดูแลทันที และมีการสื่อสารอธิบายสถานการณ์ เสนอแนวทางการชดเชยอย่างเหมาะสม เพื่อแสดงความรับผิดชอบและขอโทษลูกค้าอย่างจริงใจ เหตุการณ์นี้ทำให้ใบเฟิร์นเห็นภาพการบริการแบบญี่ปุ่นชัดเจนมาก คือใส่ใจในรายละเอียด รวดเร็วในการแก้ปัญหา และเอาความรู้สึกของลูกค้าเป็นหลัก”
ประสบการณ์นี้ยังทำให้ตกผลึกเรื่องความต่างของวัฒนธรรมบริการ โดย วัฒนธรรมแบบญี่ปุ่น จะเน้นความสุภาพ อ่อนน้อม ละเอียดรอบคอบ และมีลำดับขั้นชัดเจนทั้งกับการบริการและการสื่อสารภายในองค์กร ขณะที่ วัฒนธรรมแบบอเมริกัน จะเน้นความเป็นกันเอง เปิดเผย สื่อสารตรงไปตรงมา ซึ่งให้ความรู้สึกคล่องตัวและเข้าถึงง่าย การเข้าใจความต่างนี้ทำให้เธอสนุกและยืดหยุ่นกับการทำงานมากขึ้น
จุดพลิกผัน: ข้อเสนอทำงานต่อ และไฟลต์บินสู่สหรัฐอเมริกา

ความอดทน ความตั้งใจ และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคของใบเฟิร์น ส่งผลลัพธ์ให้ผู้บริหารเห็นความรับผิดชอบ จนเธอได้รับโอกาสที่เด็กฝึกงานหลายคนใฝ่ฝัน นั่นคือ ทางโรงแรมเอ่ยปากชวนให้เธออยู่ทำงานต่อในฐานะพนักงานประจำทันทีหลังเรียนจบ ทว่า ในช่วงเวลาเดียวกัน ใบเฟิร์นก็ยังมีอีกหนึ่งเป้าหมายที่วางแผนไว้ตั้งแต่แรกคือการเข้าร่วมโครงการ Work and Travel ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ใบเฟิร์นจึงตัดสินใจเลือกเดินทางไปอเมริกาก่อน ไม่ใช่เพราะทิ้งโอกาสที่โรงแรมมอบให้ แต่เพราะต้องการเอาตัวเองไปท้าทายในสภาพแวดล้อมใหม่ พึ่งพาตัวเอง เรียนรู้วัฒนธรรมและการทำงานร่วมกับผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ซึ่งใบเฟิร์นเองก็พอมีภูมิคุ้มกันเรื่องการรับมือความกดดันและทักษะการบริการระดับ 5 ดาวติดตัวไปเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
“เมื่อจบโครงการ Work and Travel แพลนของใบเฟิร์นคือการบินกลับมารับโอกาสที่ The Okura Prestige Bangkok มอบให้ เพื่อนำทักษะภาษาอังกฤษและมุมมองที่กว้างขึ้นจากอเมริกา กลับมายกระดับงานบริการลูกค้านานาชาติให้เป็นมืออาชีพยิ่งขึ้นกว่าเดิม”
มองย้อนวันวาน และข้อคิดส่งต่อถึงรุ่นน้อง

หากมองย้อนกลับไปในวันแรก ใบเฟิร์นเห็นตัวเองเป็นเพียงนักศึกษาที่โฟกัสแค่การเรียนในห้องเรียนและทำตามหน้าที่ไปวันๆ แต่การเติบโตแบบก้าวกระโดดทีละขั้น ตั้งแต่การทำกิจกรรมนักศึกษา การฝึกงานในโรงแรมระดับท็อป จนถึงการเดินทางไปต่างประเทศ ได้เปลี่ยนให้ใบเฟิร์นกลายเป็นคนที่กล้าคิด กล้าตัดสินใจ ยืดหยุ่น และเข้าใจความผูกพันของทีมเวิร์ก
“สิ่งสำคัญที่สุดของการฝึกงานคือ อย่ามองว่าเป็นเพียงการผ่านรายวิชาค่ะ แต่ให้มองว่าเป็นโอกาสในการ ‘ปล่อยของ’ และพิสูจน์ตัวเองในโลกทำงานจริง ตั้งใจเรียนรู้ในทุกวันไม่ว่างานเล็กหรือใหญ่ เปิดใจรับฟังคำแนะนำ และพัฒนาจากความผิดพลาด ความสำเร็จไม่ได้มาจากการทำบางอย่างให้ดีชั่วคราว แต่เกิดจากการพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเรียนให้ได้เกรดดี หรือการฝึกงานที่ทำให้องค์กรเห็นคุณค่าและอยากให้เราก้าวต่อไปกับเขาค่ะ”
***************************





ใส่ความเห็น