ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซีรีส์ และคอนเทนต์ดิจิทัล การมีเพียงทักษะด้านการเขียนหรือการผลิตอาจไม่เพียงพอสำหรับคนทำงานรุ่นใหม่ เพราะวันนี้ “นักเล่าเรื่อง” จำเป็นต้องเข้าใจทั้งกระบวนการสร้างสรรค์ เทคโนโลยี การทำงานร่วมกับผู้อื่น และความต้องการของผู้ชมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หลักสูตรการเขียนบทและการกำกับภาพยนตร์และซีรีส์ มหาวิทยาลัยรังสิต เดินหน้าปรับหลักสูตรเพื่อสร้างนักเล่าเรื่องรุ่นใหม่ที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเรียนในห้อง แต่สามารถพัฒนาไอเดียให้กลายเป็นผลงานจริงและต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณชรต อิ่มณะรัญ หัวหน้าหลักสูตรการเขียนบทและการกำกับภาพยนตร์และซีรีส์ วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า การปรับหลักสูตรครั้งนี้ไม่ได้มองเพียงว่าจะเพิ่มหรือลดรายวิชา แต่เป็นการออกแบบ “เส้นทางการเติบโตของนักเล่าเรื่องรุ่นใหม่” ให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงศาสตร์ด้าน “การเขียนบท” และ “การกำกับ” ให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การค้นหาไอเดีย การพัฒนาตัวละคร การออกแบบโครงเรื่อง การทำงานแบบ Writers’ Room การนำเสนอโครงการ ไปจนถึงการเปลี่ยนบทให้กลายเป็นผลงานจริง ทั้งภาพยนตร์ ซีรีส์ สื่อออนไลน์ และรูปแบบการเล่าเรื่องใหม่ ๆ
“หนึ่งโจทย์สำคัญของหลักสูตรฯ คือ การเตรียมนักศึกษาให้พร้อมรับมือกับเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ซึ่งเข้ามามีบทบาทในกระบวนการสร้างสรรค์มากขึ้น หลักสูตรมองว่า AI เป็นเครื่องมือที่สามารถช่วยค้นคว้า ทดลอง และพัฒนากระบวนการทำงานได้ แต่สิ่งที่ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของงานสร้างสรรค์คือ ความคิด ประสบการณ์ และมุมมองความเป็นมนุษย์ของผู้สร้าง เพราะเทคโนโลยีอาจช่วยให้การทำงานเร็วขึ้น แต่การสร้างเรื่องที่มีความหมายและสามารถเชื่อมโยงกับความรู้สึกของผู้ชม ยังคงต้องอาศัยความเข้าใจในมนุษย์”
หัวหน้าหลักสูตรการเขียนบทฯ กล่าวเกี่ยวกับจุดเด่นสำคัญของหลักสูตรคือ การให้ความสำคัญกับ “บท” ในฐานะจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมการเล่าเรื่อง ไม่ใช่เพียงเอกสารที่ใช้สำหรับการถ่ายทำ เพราะไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ รายการ โฆษณา แอนิเมชัน หรือคอนเทนต์ออนไลน์ ล้วนต้องเริ่มต้นจากเรื่องที่แข็งแรง นักศึกษาจึงไม่ได้เรียนเพียงสูตรสำเร็จของการเขียนบท แต่จะได้ฝึกสังเกตมนุษย์ เข้าใจสังคม ค้นหาเสียงของตัวเอง และเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนความคิดหรือประสบการณ์รอบตัวให้กลายเป็นเรื่องที่มีคุณค่าต่อผู้ชม เราอยากสร้างนักเล่าเรื่องที่ไม่ได้เพียง “เขียนเป็น” แต่ต้องรู้ว่าเขากำลังเล่าเรื่องอะไร เล่าเพื่อใคร และเรื่องนั้นมีความหมายต่อผู้ชมและสังคมอย่างไร
นอกจากการเรียนรู้ในชั้นเรียนแล้ว หลักสูตรยังมุ่งสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้นตลอดเส้นทางการเรียน ไม่ใช่รอเพียงการฝึกงานในปีสุดท้าย โดยเปิดพื้นที่ให้นักเขียนบท ผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ ผู้ผลิตภาพยนตร์และซีรีส์ ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญจากแพลตฟอร์มและสื่อรูปแบบใหม่ เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การให้โจทย์จริง การจัด Workshop การวิจารณ์บท การให้คำปรึกษาโครงการ ไปจนถึงการร่วมประเมินผลงานของนักศึกษา พร้อมทั้งพัฒนาความร่วมมือกับสถานีโทรทัศน์ บริษัทผลิตภาพยนตร์และซีรีส์ บริษัทคอนเทนต์ และองค์กรในอุตสาหกรรมบันเทิง เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้สัมผัสการทำงานจริง เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่เพียงพาเด็กไปดูงาน แต่ต้องให้เขาได้ลองรับโจทย์ ทำงานภายใต้เวลาและข้อจำกัดจริง รับคำแนะนำจากมืออาชีพ และเริ่มสร้างเครือข่ายในวงการตั้งแต่ยังเรียนอยู่ ทั้งนี้ เพราะสำหรับสายงานสร้างสรรค์ ประสบการณ์ ผลงาน และคนที่เคยทำงานร่วมกับเรา มีความสำคัญไม่แพ้ใบปริญญา
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณชรต กล่าวต่อว่า สำหรับทักษะที่อยากให้นักศึกษามีติดตัวเมื่อเรียนจบ หลักสูตรให้ความสำคัญกับ 4 เรื่อง ได้แก่ “คิดเรื่องเป็น” สามารถค้นหาไอเดีย พัฒนาตัวละคร และวางโครงเรื่องได้ “เปลี่ยนความคิดให้เป็นผลงานได้” ตั้งแต่การเขียนบท การนำเสนอโครงการ ไปจนถึงการกำกับและทำงานร่วมกับทีมผลิต “ทำงานกับคนอื่นเป็น” เพราะภาพยนตร์และซีรีส์เป็นงานที่ต้องอาศัยคนจำนวนมาก และ “ปรับตัวเป็น” สามารถเรียนรู้และรับมือกับเทคโนโลยี รูปแบบสื่อ พฤติกรรมผู้ชม และบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยไม่ละทิ้งจริยธรรมและตัวตนของผู้สร้าง ซึ่งทักษะเหล่านี้สามารถต่อยอดสู่อาชีพได้หลากหลาย อาทิ นักเขียนบทภาพยนตร์และซีรีส์ ผู้กำกับ ผู้ช่วยผู้กำกับ Script Coordinator นักพัฒนาบท Creative Producer ผู้ผลิตคอนเทนต์ นักตัดต่อ ผู้สร้างสรรค์สื่ออิสระ รวมถึงการพัฒนาโครงการของตัวเองเพื่อนำเสนอต่อบริษัทผู้ผลิตและแพลตฟอร์มต่าง ๆ
เมื่อถามถึงภาพจำของหลักสูตร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณชรต กล่าวว่า “ถ้าอยากเปลี่ยนเรื่องในหัวให้กลายเป็นเรื่องบนจอ ต้องมาที่นี่” เพราะเชื่อว่าความชอบสามารถพัฒนาเป็นทักษะ ทักษะต่อยอดเป็นผลงาน และผลงานนำไปสู่โอกาสทางอาชีพได้ เป้าหมายของหลักสูตรจึงไม่ใช่เพียงการสร้างคนทำหนังหรือซีรีส์ แต่คือการสร้าง “นักเล่าเรื่องที่เข้าใจมนุษย์ เข้าใจโลก และสร้างคุณค่าผ่านเรื่องเล่า” พร้อมก้าวสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์อย่างมีคุณภาพ
“เราอยากให้เด็กทุกคนได้ค้นพบเสียงของตัวเอง และเปลี่ยนเรื่องที่อยากเล่าให้กลายเป็นผลงานที่คนดูรู้สึกและจดจำได้” หัวหน้าหลักสูตรการเขียนบทฯ กล่าวเพิ่มเติม
**********************************************





ใส่ความเห็น