
ท่ามกลางบรรยากาศอันร่มรื่นและเต็มไปด้วยสีสันของมหาวิทยาลัยรังสิต มีเรื่องราวการเดินทางอันน่าประทับใจของ “โจแอนนา” – Miss Myat Thuzar Bo นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้ซึ่งพลิกบทบาทตัวเองจากการเรียนระบบโฮมสคูล (Homeschool) ที่ประเทศเมียนมา สู่การเป็นผู้นำกิจกรรมและพิธีกรดาวรุ่งในรั้วมหาวิทยาลัยไทยได้อย่างงดงาม

“จุดเริ่มต้นที่ทำให้ตัดสินใจข้ามน้ำข้ามทะเลมาศึกษาที่นี่ เกิดจากความประทับใจแรกที่มีต่อทัศนียภาพของแคมปัสอันกว้างขวาง ตึกเรียนที่มีสถาปัตยกรรมหลากหลายน่าค้นหา และสิ่งที่น่าประทับใจยิ่งกว่า นั่นคือความน่ารัก ความอบอุ่น และการสนับสนุนที่ดีเยี่ยมจากทั้งอาจารย์และเพื่อนๆ ซึ่งทำให้ชีวิตในมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยมิตรภาพที่ยอดเยี่ยมเกินความคาดหมายค่ะ สิ่งแวดล้อมในหลักสูตรนานาชาติเป็นพื้นที่ที่เปิดรับความหลากหลายอย่างแท้จริง แม้ว่าการเป็นนักศึกษาต่างชาติจะต้องเผชิญกับอุปสรรคทางภาษา วัฒนธรรมที่แตกต่าง หรือแม้กระทั่งความเหงาจากการคิดถึงบ้าน (Homesickness) แต่สิ่งเหล่านั้นกลับกลายเป็นตัวประสานความรู้สึก ทำให้นักศึกษาต่างชาติเข้าใจกัน ใกล้ชิดกัน และสร้างความผูกพันที่แน่นแฟ้น ยิ่งขึ้น เสน่ห์ของ ม.รังสิต ไม่ใช่เพียงแค่การเรียนรู้ในห้องเรียน หรือวิชาเรียน แต่คือการเรียนรู้ที่จะเข้าใจวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของผู้อื่นไปพร้อมกัน ชีวิตในแต่ละวันของนักศึกษาต่างชาติอาจดูวุ่นวายและต้องจัดสรรเวลาอย่างเป็นระบบ นอกจากการเข้าเรียนให้ตรงเวลา และการออกไปท่องเที่ยวเปิดหูเปิดตาในกรุงเทพฯ และประเทศไทยแล้ว สิ่งสำคัญที่ละเลยไม่ได้คือการจัดเวลาวิดีโอคอลหาครอบครัวเนื่องจากความต่างของเวลาในแต่ละประเทศ การได้มาใช้ชีวิตห่างไกลจากอ้อมอกพ่อแม่ในสถานที่แห่งนี้ ได้หล่อหลอมให้ฉันกลายเป็นคนที่พึ่งพาตัวเองได้ มีความยืดหยุ่น และเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับผู้คนที่มีวิธีคิดอันหลากหลายได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกเหนือจากบทบาทนักศึกษาในห้องเรียนแล้ว ฉันยังทำงานในฐานะ Data Analyst และ Student Executive อยู่ที่ RSU Global ซึ่งเป็นศูนย์ภาษาอินเตอร์ของคณะ ควบคู่ไปกับการทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครพิธีกร (MC) ในงานปฐมนิเทศเฟรชชี่และกิจกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัย ประสบการณ์เหล่านี้ได้หล่อหลอมทักษะการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี ช่วยพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษและเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้ภาษาอื่นๆ เพิ่มขึ้นอีกมากมาย”
ความหลงใหลในงานพิธีกรและการพูดในที่สาธารณะ (Public Speaking) ของเธอฉายแววเด่นชัดขึ้นเมื่อเธอเข้าร่วมการประกวดกล่าวสุนทรพจน์และคว้าตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับหนึ่งมาครอง ซึ่งจุดประกายให้องค์การนักศึกษาหลักสูตรนานาชาติมองเห็นศักยภาพและทาบทามให้เธอมาทำหน้าที่พิธีกรในงานต่างๆ
“เมื่อมองย้อนกลับไปในวันแรกที่ได้จับไมโครโฟนบนเวทีประกวดสุนทรพจน์ RIC Speech Contest 2567 ฉันยังคงจำความรู้สึกตื่นเวที และกลัวรุ่นพี่จนเสียงสั่นเครือได้ดี แต่ด้วยความช่วยเหลือจากอาจารย์ เพื่อนๆ และการฝึกฝนอย่างหนัก ในที่สุดฉันก็ข้ามผ่านความกลัวนั้นมาได้ และเชื่อว่าหัวใจสำคัญของการพูดในที่สาธารณะคือ ‘ความมั่นใจ’ ซึ่งสร้างไม่ได้ในวันเดียว แต่เกิดจาก ‘การฝึกฝนซ้ำๆ’ ทั้งการออกเสียงและการแสดงออกบนเวที เมื่อฝึกฝนจนชำนาญ เสน่ห์บนเวทีจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ”
สำหรับอนาคตในอีก 10-15 ปีข้างหน้า แม้จะยากที่จะคาดเดาได้อย่างแม่นยำ แต่เธอก็วางแผนที่จะศึกษาต่อในระดับปริญญาโท และคาดหวังว่าจะได้ทำงานที่ให้ผลตอบแทนที่ดี ทว่าเหนือสิ่งอื่นใด เธอปรารถนาเพียงให้ตัวเธอเองและคนที่เธอรักมีความสุขในเส้นทางนั้น

ท้ายที่สุดนี้ โจแอนนาได้ฝากข้อคิดถึงผู้ที่กำลังลังเลใจในการเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต ไว้ว่า “หากเรามีความสงสัยหรือกลัว เราจะไม่มีวันรู้คำตอบจนกว่าจะได้ลงมือทำด้วยตัวเอง ม.รังสิต คือพื้นที่แห่งเสรีภาพที่ทุกคนสามารถแสดงความเป็นตัวตนได้อย่างเต็มที่ ควบคู่ไปกับการเก็บเกี่ยวประสบการณ์และบทเรียนชีวิตอันนับไม่ถ้วน และสำหรับการเริ่มต้นชีวิตในมหาวิทยาลัย ฉันชอบประโยคอยู่ประโยคหนึ่ง เป็นคำคมของศิลปินชื่อดังอย่าง เทย์เลอร์ สวิฟต์ (Taylor Swift) ที่บอกว่า ‘ข่าวร้ายที่น่ากลัวก็คือ… ต่อจากนี้คุณต้องยืนด้วยลำแข้งของตัวเองแล้วนะ แต่ข่าวดีที่เจ๋งสุดๆ ก็คือ… ต่อจากนี้คุณมีอิสระที่จะนำทางชีวิตด้วยตัวเองแล้วเช่นกัน’ มันทำให้ฉันทำความเข้าใจ และนำมาเป็นนิยามที่ดีในการดำเนินชีวิต”
**************************





ใส่ความเห็น