การทำงานในอาชีพแอร์โฮสเตส นับเป็นหนึ่งในอาชีพที่เต็มไปด้วยความท้าทาย และโอกาสในการสัมผัสโลกกว้าง ด้วยบทบาทที่ไม่เพียงแต่ต้องดูแลความปลอดภัย และความสะดวกสบายของผู้โดยสาร แต่ยังเป็นตัวแทนของการบริการที่อบอุ่นและเป็นมิตร ทำให้อาชีพนี้ เต็มไปด้วยความสุขจากการได้พบปะผู้คนหลากหลายชาติ ได้เรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ ๆ และสร้างมิตรภาพที่ยั่งยืน แม้จะมีความเหนื่อยล้าหรือความกดดันบ้าง แต่ความสุขที่ได้จากการได้ทำสิ่งที่รักและได้เดินทางไปยังที่ต่าง ๆ นั้น คือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้หลายคนเลือกก้าวเข้าสู่อาชีพนี้

ณัฐฎา ทาทองสี หรือ “พี่เพียว” ศิษย์เก่าสาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส วิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ปัจจุบันทำงานเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหรือแอร์โฮสเตส เธอกล่าวว่า เธอชื่นชอบที่จะเรียนรู้เรื่องภาษา จึงมาเลือกเรียนที่วิทยาลัยศิลปศาสตร์ ที่เลือกเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยรังสิตนั้น เป็นเพราะเธอรู้สึกว่า ที่วิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มีหลากหลายสาขาวิชาให้เลือก ซึ่งสิ่งที่เธอได้เลือกเรียนมานี้นั้น ได้ตรงกับอาชีพการทำงานของเธอในปัจจุบบัน นั่นคือ แอร์โฮสเตส อาชีพที่ต้องพบเจอกับผู้คนหลากหลายภาษาและเชื้อชาติ ตรงกับสิ่งที่เธอได้เคยเรียนมาด้วย
“สมัยที่ยังเป็นนักศึกษา พี่เพียวเข้าร่วมกิจกรรมในมหาวิทยาลัยมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นแสตนเชียร์ และประกวด Cover Dance ในปี 1 (ได้รางวัลที่ 2 ในงานกีฬาเฟรชชี่) เป็นมือกลองสันทนาการตอนอยู่ชั้นปี 2 เป็นคณะกรรมการของคณะในปี 3 และในปี 4 ที่แม้จะต้องทำวิจัยจบก็ยังหาเวลามาเข้าร่วมกิจกรรมเหมือนเช่นเคย เข้าร่วมพยอมเกมส์ทุกปี ไม่เคยพลาดค่ายรับน้อง แม้ตอนนี้จะเรียนจบมาแล้วหลายปี ก็ยังหาเวลากลับมาเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของมหาลัยอยู่เสมอค่ะ”

จากประสบการณ์ในกิจกรรมต่าง ๆ พี่เพียวได้กล่าวว่า เธอได้เรียนรู้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกันเป็นทีม รับฟังความคิดเห็นของกันและกัน เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด ได้เรียนรู้การทำงานกันอย่างเป็นระบบ วางแผนการทำงานแบบเป็นลำดับขั้นตอน และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพราะมีหลายครั้งที่ต้องพบเจอกับสถานการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้เธอสามารถทำงาน เรียนรู้และแก้ไขสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ในการทำงาน อาชีพนี้จะต้องพบเจอกับปัญหาหลายเรื่อง ใช้คำว่าจะต้องเจอได้เลยค่ะ โดยเฉพาะกับความหลากหลายของเชื้อชาติและวัฒนธรรม เพราะเราต้องพบเจอกับคนมากมาย และสิ่งที่ทำให้พี่เพียวผ่านสถานการณ์ต่างๆ ไปได้ คือเพื่อนๆ ในทีม ที่คอยช่วยเหลือ คอยช่วยกันแก้ปัญหา และอีกอย่างที่ควรมีคือการประนีประนอม เหมือนกับคำพูดที่กำลังฮิตในตอนนี้ จบที่เราเบาที่สุด”

นอกจากบทบาทในที่ทำงาน พี่เพียวยังมีมุมชีวิตส่วนตัวที่แตกต่างจากชีวิตประจำวัน ต่างกันคนละขั้ว ในชีวิตประจำวันพี่เพียวจะเป็นคนค่อนข้างสบายๆ อะไรก็ได้ ยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต ไม่เร่งรีบ แต่พอเป็นการทำงาน จะกลายเป็นคนดุและเข้มงวด เพราะต้องดูแลความปลอดภัยและชีวิตของผู้โดยสารทั้งลำ อีกเรื่องหนึ่งคือการที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา แม้แต่วินาทีเดียวก็อาจเกิดความเสียหายได้ พี่เพียวได้เล่าถึงช่วงเวลาพักผ่อนของเธอว่า หลังจากจบไฟลท์ ก็จะได้ใช้ชีวิตของตัวเอง บางครั้งจะไปฟิตเนต หรือคาเฟ่ แต่ที่ชอบมาก คือการไปนั่งเล่นริมทะเล ทำให้รู้สึกว่า Work Life Balance ค่อนข้างราบรื่นดี ช่วยให้เกิดสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว
สุดท้ายพี่เพียวได้ฝากข้อคิดถึงน้อง ๆ ทุกคนว่า อยากให้น้องๆ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในช่วงที่ยังเป็นนักศึกษาให้มากที่สุด โดยเฉพาะการทำกิจกรรม อะไรที่สามารถทำได้ในช่วงเวลานั้นก็ควรทำ เพราะถ้าเรียนจบมาแล้ว เราจะคิดถึงช่วงเวลานั้นมากๆ ช่วงเวลาที่มีอาจารย์ มีเพื่อน เป็นมิตรภาพดีๆ ที่หาที่ไหนไม่ได้อีก และเมื่อไปสมัครงานในอนาคต ประสบการณ์เหล่านี้จะกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ทั้งในเรื่องทักษะ หลายๆ บริษัทจะดูว่าเราสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ไหม มีภาวการณ์เป็นผู้นำหรือการกล้าแสดงออกไหม นั่นก็จะเป็นผลดีต่อตัวเราเองด้วย
***************************





ใส่ความเห็น