ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซีรีส์ ทนายปีศาจ ได้กลายเป็นหนึ่งในผลงานที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ทั้งในฐานะซีรีส์กฎหมายที่เข้มข้น และในฐานะพื้นที่สาธารณะที่ทำให้ผู้ชมถกเถียงกันอย่างจริงจังถึงประเด็นเรื่องความถูกต้อง ความยุติธรรม และศีลธรรม แต่ในฐานะผู้สอนวิชาการเขียนบทภาพยนตร์และซีรีส์ ผู้เขียนเห็นว่า ความน่าสนใจที่สุดของซีรีส์เรื่องนี้อาจไม่ได้อยู่ที่คดีความ หรือแม้แต่การหักเหลี่ยมเฉือนคมในชั้นศาล หากแต่อยู่ที่สิ่งที่ซีรีส์เรื่องนี้ “ไม่ทำ” นั่นคือ การไม่รีบตัดสินตัวละครแทนผู้ชม

          ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา การเล่าเรื่องในละครโทรทัศน์ไทยจำนวนไม่น้อยดำเนินอยู่บนสมมติฐานสำคัญประการหนึ่ง นั่นคือ ผู้เขียนบทเป็นผู้รู้ ส่วนผู้ชมเป็นผู้รับสาร ดังนั้น ตัวละครจึงมักถูกจัดวางอย่างชัดเจนว่าใครคือคนดี ใครคือคนเลว ใครควรได้รับความเห็นใจ และใครควรถูกลงโทษ การเล่าเรื่องลักษณะดังกล่าวไม่ใช่สิ่งผิด ตรงกันข้าม มันเคยทำหน้าที่ทางวัฒนธรรมและสังคมได้อย่างทรงพลังในยุคหนึ่ง แต่โลกในปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว ผู้ชมไทยในวันนี้เติบโตขึ้นมาพร้อมกับแพลตฟอร์มสตรีมมิง พวกเขาเดินทางข้ามพรมแดนทางวัฒนธรรมทุกวันผ่านซีรีส์จากเกาหลี สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป หรือแม้แต่สแกนดิเนเวีย ผู้ชมร่วมสมัยจึงไม่ได้ต้องการเพียงเรื่องเล่าที่บอกว่าใครถูกหรือผิด พวกเขาต้องการเรื่องเล่าที่ชวนให้คิด ต้องการตัวละครที่มีความย้อนแย้งเหมือนมนุษย์จริง และต้องการพื้นที่ในการตีความด้วยตนเอง นี่คือเหตุผลที่ ทนายปีศาจ น่าสนใจในเชิงวิชาการด้านการเขียนบท เพราะซีรีส์เรื่องนี้กำลังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของการเล่าเรื่องไทย จากสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า Didactic Storytelling หรือ “การเล่าเรื่องเพื่อสั่งสอน” ไปสู่ Interpretive Storytelling หรือ “การเล่าเรื่องเพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมร่วมสร้างความหมาย”

          กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้เขียนบทไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษาอีกต่อไป แต่ทำหน้าที่เป็นผู้ออกแบบประสบการณ์ทางอารมณ์และปัญญาให้แก่ผู้ชม ความเปลี่ยนแปลงนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะในโลกที่ข้อมูลหลั่งไหลอย่างไม่สิ้นสุด สิ่งที่ผู้ชมขาดแคลนไม่ใช่ “คำตอบ” แต่คือ “คำถามที่ดี” ซีรีส์ที่ทรงพลังในศตวรรษที่ 21 จึงไม่ใช่ซีรีส์ที่อธิบายทุกอย่างจนหมดสิ้น หากแต่เป็นซีรีส์ที่กล้าปล่อยพื้นที่ว่างบางส่วนไว้ให้ผู้ชมเข้าไปเติมเต็มด้วยประสบการณ์ชีวิตของตนเอง

          ในทางการเขียนบท พื้นที่ว่างดังกล่าวมิใช่ความบกพร่อง หากคือศิลปะขั้นสูงของการเล่าเรื่อง เพราะเมื่อผู้ชมเริ่มตีความ พวกเขาจะไม่เป็นเพียงผู้ชมอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น “ผู้ร่วมสร้างความหมาย” ของเรื่องเล่านั้น และเมื่อใดที่ผู้ชมกลายเป็นผู้ร่วมสร้างความหมาย เมื่อนั้นเรื่องเล่าจะไม่จบลงพร้อมเครดิตท้ายเรื่อง หากจะดำรงอยู่ต่อไปในการสนทนา การถกเถียง และการใคร่ครวญของสังคม ปรากฏการณ์ที่ผู้ชมจำนวนมากอภิปรายถึงตัวละครต่างๆ ใน ทนายปีศาจ อย่างเข้มข้น จึงอาจเป็นหลักฐานสำคัญว่า ผู้ชมไทยไม่ได้ต้องการเรื่องง่ายอีกต่อไป ผู้ชมไทยพร้อมแล้วสำหรับเรื่องเล่าที่ซับซ้อน พร้อมแล้วสำหรับตัวละครสีเทา พร้อมแล้วสำหรับคำถามที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป และพร้อมแล้วสำหรับการใช้สติปัญญาของตนเองในการตีความเรื่องราว

เมื่อผู้ชมเปลี่ยนไป การศึกษาด้านการเขียนบทก็จำเป็นต้องเปลี่ยนตาม ภารกิจของสถาบันอุดมศึกษาที่ผลิตนักเขียนบทในปัจจุบัน จึงไม่อาจจำกัดอยู่เพียงการสอนโครงสร้างสามองก์ หรือเทคนิคการสร้างจุดหักมุมเท่านั้น แต่ต้องสร้างนักเล่าเรื่องที่เข้าใจมนุษย์อย่างลึกซึ้ง เข้าใจจิตวิทยาของตัวละคร เข้าใจความซับซ้อนทางศีลธรรม เข้าใจพลวัตของผู้ชมร่วมสมัย และเหนือสิ่งอื่นใด ต้องเข้าใจว่า การเขียนบทไม่ใช่เพียงการผลิตความบันเทิง หากคือการสร้างพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่ทำให้สังคมได้กลับมาสนทนากับตนเอง

          บางทีนี่อาจเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่ ทนายปีศาจ มอบให้แก่วงการสร้างสรรค์ไทย นั่นคือ ผู้ชมไทยเติบโตขึ้นแล้ว และเมื่อผู้ชมเติบโตขึ้น นักเล่าเรื่องก็จำเป็นต้องเติบโตขึ้นเช่นกัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ซีรีส์ที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่ซีรีส์ที่บอกผู้ชมว่าควรคิดอย่างไร แต่คือซีรีส์ที่ทำให้ผู้ชมไม่อาจหยุดคิดได้ แม้เรื่องราวจะจบลงแล้วก็ตาม

*****************************************************************


ค้นพบเพิ่มเติมจาก Sabaidee Thailand

สมัครสมาชิกเพื่อรับเรื่องล่าสุดที่ส่งไปยังอีเมลของคุณ.

ใส่ความเห็น

ค้นพบเพิ่มเติมจาก Sabaidee Thailand

สมัครสมาชิกตอนนี้เพื่ออ่านต่อและเข้าถึงคลังเก็บทั้งหมด.

อ่านต่อ