
ในยุคที่โลกหมุนไวและเปิดกว้างให้กับคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถหลากหลาย การบาลานซ์บทบาทระหว่าง “นักศึกษามหาวิทยาลัย” และ “คนทำงานในวงการบันเทิง” กลายเป็นเรื่องท้าทายที่น่าจับตามอง “เสี่ยวหยาง-รวิพร ชิว” นักศึกษาชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยนานาชาติจีน มหาวิทยาลัยรังสิต นักศึกษาทุนความสามารถพิเศษ ด้านศิลปิน และนักแสดงดาวรุ่งจากสังกัด Chan Creation และ The 52 Arena ที่จะมาแบ่งปันมุมมองชีวิตอันเรียบง่าย ทรงพลัง และแฝงไปด้วยความเข้าใจในตัวเองอย่างลึกซึ้ง จากเด็กสอบเทียบ GED สู่การปักหมุดเรียน ‘จีนธุรกิจ’ รองรับเศรษฐกิจยุคใหม่
“ช่วงมัธยมต้นเรียนจบจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ค่ะ ส่วนช่วงมัธยมปลายหนูสอบเทียบจบหลักสูตร GED จาก House Of Griffin ค่ะ ตัวหนูเองมีความตั้งใจที่จะเรียนต่อด้านธุรกิจ เพราะคิดว่ามันเป็นวิชาที่เปิดกว้าง และสามารถนำไปต่อยอดทำอาชีพในอนาคตได้หลากหลาย แล้วสาขา ‘จีนธุรกิจ’ ก็ตอบโจทย์หนูที่สุดค่ะ เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในบ้านเราตอนนี้ขยายตัวและมาทางประเทศจีนเยอะมาก ไม่ว่าเราจะไปทำอุตสาหกรรมสายไหน สุดท้ายแล้วจีนก็เข้ามามีบทบาทเสมอ หนูเลยอยากเรียนรู้ทางนี้ไว้เพื่อสร้างข้อได้เปรียบให้ตัวเองค่ะ หลังจากลองหาข้อมูลก็เจอวิทยาลัยนานาชาติจีนค่ะ ที่ ม.รังสิต หนูสัมผัสได้ตั้งแต่แรกเลยว่าที่นี่ให้ความรู้สึกอิสระ และอีกเรื่องที่ประทับใจสุดๆ คือพี่ๆ ที่นี่ใจดี ทำให้เรารู้สึกอุ่นใจตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามา”
ปัจจุบันหนูเป็นนักแสดงในสังกัด Chan Creation และได้เข้าร่วมโปรเจกต์ The 52 Arena ด้วย และที่ตื่นเต้นที่สุด คือในปีนี้กำลังจะมี Single เพลงเป็นของตัวเองค่ะ

“นอกจากงานแสดงและงานเพลงแล้ว ก็จะมีรับงานพิธีกรและเป็นล่ามภาษาจีน-ไทยบ้างตามโอกาสค่ะ วงการบันเทิงสอนให้หนูโตขึ้นเยอะมาก ได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้ใหญ่และได้ฝึกฝนทักษะรอบด้านเลยค่ะ และเมื่อเราจะต้องเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ก็เป็นความท้าทายตัวเองที่ดีอีกหนึ่งเรื่องค่ะ เพราะเวลาของแต่ละงานในวงการบันเทิงบางครั้งมันไม่มีความแน่นอนเลย วันนี้อาจจะมีถ่ายงานด่วน คิวงานแทรกเข้ามา ทำให้ช่วงแรกๆ จัดการเวลาค่อนข้างยาก และต้องปรับตัวเยอะมาก แต่พอเราได้ลงมือทำไปเรื่อยๆ บริหารตารางชีวิตไปสักพัก ตอนนี้ก็เริ่มปรับตัว ชินและจัดสรรเวลาได้ดีขึ้นแล้วค่ะ บรรยากาศการเรียนและสภาพแวดล้อมในวิทยาลัยนานาชาติจีน ม.รังสิต แตกต่างจากตอนเป็นนักเรียนนิดหน่อยค่ะ แม้ว่าคลาสเรียนของหนูคนค่อนข้างน้อยค่ะ และด้วยความที่หนูทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย เพื่อนๆ ในห้องเขาก็จะรู้กันอยู่แล้วว่าหนูเป็นพี่ ตอนแรกทุกคนดูเกร็งๆ กับหนูมาก แต่พอได้อยู่ร่วมกันไป สภาพแวดล้อมที่นี่เหมาะกับหนูมากค่ะ เพราะเด็กมหาวิทยาลัยเขาโตแล้ว ความน่ารักจะเป็นอีกแบบ สังคมรอบตัวมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ทำให้เราอยู่สบายและผ่อนคลายขึ้นเยอะเลยค่ะ ในแง่ของภาพรวมคือมีอิสระมากขึ้น ได้แพลนเวลาชีวิตเป็นของตัวเอง ได้คิดและทำอะไรด้วยตัวเองจริงๆ ค่ะ”
เรียกได้ว่า สังคมมหาวิทยาลัย ทำให้หนูมีมุมมองที่เติบโตขึ้น ทำให้เราได้เห็นตัวเองในหลากหลายสถานการณ์ ยิ่งตอนทำงาน และตอนเรียน บรรยากาศค่อนข้างต่างกัน แต่ความรับผิดชอบหนักอึ้งไม่แพ้กันเลยค่ะ การได้มีเวลาทำอะไรที่เราชอบ ไลฟ์สไตล์ที่เรารัก ทำให้เรามีมุมมองดีๆ ไปสู้กับความรับผิดชอบที่กำลังจะพุ่งเข้ามา
“หนูเป็นคนชอบเล่นดนตรีค่ะ และชอบอยู่คนเดียว ไลฟ์สไตล์ส่วนตัวคือชอบไปเดินเที่ยวสบายๆ ตอนกลางคืน ในสถานที่ที่ไม่มีคนพลุกพล่าน แต่ก็ต้องปลอดภัย มีแสงไฟพอประมาณนะคะ มันให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายและเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดสำหรับหนูเลย หนูชอบประโยคหนึ่งในภาษาจีนมากๆ ที่บอกว่า ‘ตอนนี้ทั้งเมืองหลับไปหมดแล้ว เราไปเดินเล่นกันไหม’ หนูรู้สึกว่าการที่เราได้มีเวลาอยู่กับตัวเองเงียบๆ มันทำให้เราได้คิด ทบทวน และรู้จักตัวเองมากขึ้นในทุกๆ วันค่ะ”
สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณหนูได้เรียนรู้จากการทำงานในวงการ การใช้ชีวิตในสังคมที่ใหญ่มากขึ้น ชีวิตการเป็นนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย ก็มีอยู่หนึ่งทัศนคติที่หนูยึดเป็นหลักมาโดยตลอด และเชื่อว่าจะสามารถนำไปปรับใช้กับการทำงานจริงและชีวิตวัยผู้ใหญ่ หนูคิดว่าคนเก่งไม่จำเป็นต้องย่ำอยู่กับที่ ความหมายของหนูคือ ถ้าคุณเก่งหรือทำสิ่งไหนได้ดีแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องเดินช้าลงหรือย่ำอยู่กับที่เพื่อรอเพื่อนคนอื่น บางครั้งเมื่อเราพร้อม เราสามารถก้าวไปข้างหน้าก่อนได้เลย แล้วนำสิ่งที่เราเชี่ยวชาญนั้นไปทำประโยชน์อย่างอื่นต่อ

“หนูไม่รู้นะคะว่ามหาวิทยาลัยอื่นเป็นยังไง แต่สำหรับ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่นี่ทำเรื่องนี้ได้ดีมากๆ ค่ะ เขาช่วยพัฒนาศักยภาพของเด็กโดยไม่ทำให้เด็กต้องเสียเวลาชีวิตเลย เมื่อคณาจารย์เห็นว่าเด็กคนนี้ทำสิ่งนี้ได้แล้ว เขาก็จะสนับสนุนให้ขยับไปทำสิ่งต่อไป หรือไปพัฒนาทักษะด้านอื่นๆ ที่เด็กคนนั้นอยากเรียนรู้เพิ่มเติมทันที เป็นการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและสนับสนุนรายบุคคลจริงๆ ค่ะ หนูเองก็ไม่ได้คาดหวังหรือตั้งเป้าแบบกดดันตัวเองมากนัก เพราะการวางแผนที่ตึงเกินไปก็สู้การเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ได้ เช่น หากถามว่า อนาคตอยากทำอะไรไหม เวลาจะทำอะไร หนูจะวางเป็นแนวทางหลากหลายเส้นทางที่เราสามารถไปได้และตรงกับสายงานหลักๆ ของเรา เช่น การเป็นล่ามจีน-ไทย หรือพิธีกรภาษาจีน ซึ่งการเรียนบริหารธุรกิจที่วิทยาลัยนานาชาติจีน ม.รังสิต มันตรงกับความต้องการและทักษะที่หนูต้องใช้ในอนาคตมากๆ ส่วนอีกสายหนึ่งก็จะเป็นสิ่งที่เป็นความชอบส่วนตัวของหนู เช่น งานนักดนตรี นักแสดง หรือนางแบบ โดยมีแรงบันดาลใจขับเคลื่อนมาจากสังคมรอบข้างและตัวของหนูเอง อยากให้ทุกคนเปิดใจลองสิ่งใหม่ สำหรับน้องๆ ที่กำลังค้นหาตัวเอง เราไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองให้เหมือนใครเลยค่ะ เอาตามที่เราชอบ ถ้าตอนนี้ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบสิ่งไหน ให้ลองสังเกตดูว่าเรา ‘เก่ง’ หรือทำสิ่งไหนได้ดี เพราะหลายๆ คนบนโลกนี้ก็ใช้เวลาในการค้นหาตัวเองเหมือนกันค่ะ สิ่งสำคัญคือขอให้เปิดใจลองทำสิ่งใหม่ๆ และเรียนรู้จากประสบการณ์ เพราะบางครั้งเส้นทางที่ใช่ มันอาจไม่ได้ชัดเจนมาตั้งแต่แรกหรอกค่ะ และ มหาวิทยาลัยรังสิต หนูบอกได้เลยว่าเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมมาก โอกาสที่นี่เยอะมาก และกิจกรรมก็เยอะมาก ขนาดหนูเพิ่งเข้ามาเรียนได้ไม่กี่วัน เวลาเดินผ่านใน ม. ต้องเอ่ยปากถามพี่ๆ ตลอดเลยค่ะว่า ‘อันนี้งานอะไรนะคะ?’ มหาวิทยาลัยเราให้ความสำคัญและให้โอกาสทุกคนในการพัฒนาตัวเองอย่างเต็มที่ เพื่อให้เราได้ค้นพบสิ่งที่เป็นตัวเองและสิ่งที่เราชอบจริงๆ”
*************************





ใส่ความเห็น