เพราะทักษะด้านภาษา ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสื่อสาร แต่ยังเป็น ‘กุญแจ’ ต่อยอดสู่วิชาชีพอื่นๆ ได้ นายสรวิชญ์ กาญจนวัฒนพงศ์ (โอ๊ต) ศิษย์เก่าสาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น วิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะล่ามผู้ประสานงานที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงความเข้าใจของคนสองวัฒนธรรมในการทำงาน ด้วยทักษะภาษาญี่ปุ่นจากการเรียนรู้ในห้องเรียน และจากการหาประสบการณ์ชีวิตนอกห้องเรียน ช่วยต่อยอด และเปิดกว้างไปสู่สายงานวิชาชีพ กับสองบทบาทงานที่ต่างขั้วทั้งล่ามภาษาญี่ปุ่น (Japanese Interpreter) สู่การเป็น เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับเทคนิค (Safety Officer) ผู้พิทักษ์มาตรฐานการทำงาน กับประสบการณ์การทำงานกว่า 12 ปี

          “ผมเรียนจบเอกภาษาญี่ปุ่นที่วิทยาลัยศิลปศาสตร์ ม.รังสิต ถ้าย้อนเวลากลับไปวันแรกที่ก้าวเข้าสู่รั้ว มหาวิทยาลัย ในฐานะเฟรชชี่ปี 1 ผมคงบอกตัวเองไม่ได้ว่าการเดินทางครั้งนี้ จะพาผมมาไกลขนาดไหน เพราะสมัยเรียนผมเน้นทำกิจกรรมมากกว่าเรื่องเรียน ถึงกับเคยรีรหัสนักศึกษาด้วยเกรดเฉลี่ยที่ต่ำกว่า 1 มาแล้วด้วยครับ ด้วยพื้นฐานภาษาญี่ปุ่นที่พอมีติดตัวมาหลังจากที่ได้ตามพ่อแม่ไปอยู่ญี่ปุ่นมาช่วงมัธยมศึกษาตอนปลาย ทำให้ผมเลือกเรียนต่อในสาขาวิชาที่คิดว่าไม่เป็นไรหรอก ผมน่าจะเรียนได้พอมีพื้นฐาน แต่เอาเข้าจริงเกือบไม่รอดเหมือนกันครับ ต้องขยันพอควรเลยครับ การบ้านที่ค่อนข้างเยอะ และเรื่องการเข้าเรียนก็เคร่งครัดมาก  หลักสูตรทั้งหลักสูตรไม่ได้เรียนแค่ภาษา ต้องเรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมธุรกิจ ประวัติศาสตร์ และวรรณคดีญี่ปุ่น ในห้องเรียนจึงต้องตั้งใจให้ได้มากที่สุด เพราะไม่งั้นเราก็จะไม่มีเวลานอกห้องเรียนไปโฟกัสเรื่องอื่นๆ ครับ และที่ผมหมายถึงก็คือประสบการณ์นอกห้องเรียนที่สำคัญไม่แพ้กัน  การลงมือทำกิจกรรมในฐานะเด็กกิจกรรม กลายเป็นทักษะสำคัญที่หาไม่ได้จากแค่ในตำราเรียน ไม่ว่าจะการทำงานเป็นทีมกับอาจารย์ เพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้องในคณะ ความรับผิดชอบในการดูแลน้องๆ ดูแลเพื่อนๆ ระหว่างการทำกิจกรรม เพราะว่าส่วนมากจะเป็นผู้หญิงส่วนใหญ่ครับ  ที่วิทยาลัยของเรามีทั้งกิจกรรมภายในมหาวิทยาลัย และกิจกรรมค่ายอาสา ค่ายบำเพ็ญประโยชน์ แม้จะเรียนจบมาแล้ว ทุกครั้งที่มีโอกาส ผมยังคงกลับมาร่วมกิจกรรมของคณะอยู่เรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เพราะวิทยาลัยศิลปศาสตร์ ม.รังสิต ไม่ได้เป็นแค่สถานที่เรียน แต่มันคือบ้านที่สร้างตัวตนของผมขึ้นมาครับ”

สำหรับจุดเริ่มต้นในการก้าวเข้าการทำงานล่ามและงานความปลอดภัย

“ย้อนกลับไปตอนเริ่มต้นการทำงาน ผมเริ่มต้นจากการเป็นล่ามภาษาญี่ปุ่นก่อนครับ ทำงานออฟฟิศ เข้าประชุม แปลงาน เป็นโรงงานและบริษัทประมาณ 2 ที่ครับ หลังจากนั้นก็มาทำงานในบริษัทปัจจุบันนี้ก็เป็นล่ามก่อนเช่นเดิมครับ และมีได้ออกหน้างานจริง โดยเฉพาะในโรงงานและโครงการก่อสร้างด้วย ทางบริษัทก็คงเห็นว่าเราเป็นผู้ชาย และดูเข้าใจเรื่องระบบไฟฟ้า และพอจะถอดแบบพวก CAD ได้ เขาก็ถามความสมัครใจ ตอนที่ได้ออกหน้างาน ผมว่าการแปลภาษาให้คนเข้าใจกันก็สำคัญ แต่อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือความรู้รอบตัว และการประยุกต์ต่างๆ หัวใจสำคัญของโรงงานญี่ปุ่นคือ ‘Safety First’ เขาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากๆ ผมจึงตัดสินใจเรียนรู้และเข้ารับการอบรมเพื่อยกระดับทักษะด้านความปลอดภัย จนได้รับใบประกาศฯ ทั้งในระดับ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน (Safety Supervisor Level) และ ระดับเทคนิค (Safety Officer at Technical Level) เพื่อให้เราเป็นล่ามที่ไม่ได้แค่สื่อสารได้ แต่ต้องดูแลชีวิตเพื่อนร่วมงานได้ด้วยครับ ก็เลยเป็นจุดเปลี่ยนจากงานล่าม งานจัดซื้อ แม้กระทั่งงานที่เกี่ยวข้องกับการประสานงานดูแลระบบไอทีของบริษัท มาเป็นเจ้าหน้าที่เซฟตี้ที่ไซต์งานของบริษัทครับ เพราะว่ามีใบประกอบวิชาชีพที่กฎหมายรองรับแล้ว หากเล่าให้เห็นภาพ เวลาที่ผมแปลเรื่องการใช้งานเครื่องจักร หรือขั้นตอนการทำงานที่เสี่ยงอันตราย เช่น การที่เรามีความรู้เรื่อง Basic Fire Fighting (การดับเพลิงขั้นต้น) หรือข้อกฎหมายความปลอดภัย ทำให้เราไม่ได้แปลแค่คำศัพท์ แต่เรากำลังถ่ายทอด สื่อสารให้ผู้ฟังจับใจความ และเห็นภาพที่เราต้องการสื่อสาร สถานการณ์แบบใดที่ปล่อยผ่านไม่ได้ สถานการณ์นี้ต้องทำอะไรก่อนหลัง เราสามารถเตือนนักศึกษาฝึกงานหรือพี่ๆ พนักงานได้ทันทีหากเห็นจุดเสี่ยง สิ่งนี้สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริหารชาวญี่ปุ่นอย่างมาก เพราะเขาจะรู้สึกว่าล่ามคนนี้เข้าใจ ‘หน้างาน’ จริงๆ”

เส้นทาง Multiskill ที่โลกอุตสาหกรรมต้องการ

การเรียนรู้เรื่อง Safety สำหรับคนสายภาษา ไม่ใช่การเพิ่มภาระงาน แต่คือการสร้าง Multiskill ที่มีมูลค่าสูงที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะบริษัทไม่ได้มองหาแค่คนที่แปลได้ แต่เขามองหาคนที่เข้าใจความปลอดภัย และสามารถปกป้ององค์กรจากความสูญเสียได้ ในโลกของงานอุตสาหกรรม การสื่อสารที่ผิดพลาดเพียงนิด อาจนำมาซึ่งอุบัติเหตุร้ายแรง โดยเฉพาะในองค์กรญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด (Safety First) เป็นหัวใจสำคัญ

“นายญี่ปุ่นมอบหมายให้ผมดูแลงาน Safety ในไซต์งาน บ้างก็มีงานเทคนิคอย่าง CAD ไปจนถึงการประสานงานบริหารจัดการอย่าง Procurement การบริหารจัดการทรัพยากรให้คุ้มค่า และถูกต้องตามสเปก เอาจริงๆ ผมก็ไม่ได้เคยทำ อย่างมากก็เป็นผู้ประสานงานอีกที แต่เมื่อได้รับมอบหมายให้ประจำไซต์งาน ก็ต้องมาลงรายละเอียดเอง เรียนรู้จากโปรเจกต์ไซต์ ช่วยพี่เขาทำ จำแล้วก็นำมาประยุกต์ใช้ ก็มีพวกเพื่อนๆ ถามเหมือนกันว่า เปลี่ยนงานหรอ เปลี่ยนสายงานใช่ไหม ผมก็บอกว่ายังอยู่บริษัทเดิม เพียงแต่เขามอบหมายงานเพิ่มขึ้นให้ จากเป็นคนสายภาษา ก็ต้องมาคุมหน้างาน แม้จะไม่ได้เรียนจบสายวิศวะหรืออาชีวอนามัยมาโดยตรง แต่ผมก็ใช้ทักษะที่อบรม และเรียนเพิ่มเติมมา บวกกับทักษะด้านงานช่าง งานไฟฟ้า งานซ่อม ก็ตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมาย”

จุดสมดุลของหมวกทุกสี

เมื่อคนหนึ่งจะเอา “งาน” อีกคนจะเอา “เซฟตี้” แล้วคนรับจบคือ “ล่าม” อย่างเรา เรียกว่าได้ทักษะการเจรจาของการเป็นล่ามมาช่วยเอาไว้

“เคยเห็นใน TikTok เขาแซวเรื่องหมวกขาว หมวกเขียว เถียงกันไหมครับ ในฐานะคนที่อยู่หน้างานจริงๆ บอกเลยว่าในโรงงานญี่ปุ่นที่ความเป๊ะต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง สถานการณ์หน้างานมักจะเกิดปัญหาและอุปสรรคขึ้น ผมเองก็สวมทั้งหมวกเขียวงานเซฟตี้ และเป็นล่ามด้วยเมื่อคนญี่ปุ่นลงพื้นที่ครับ ซึ่งหมวกสีขาวก็จะเป็นหมวกของวิศวกร โดยเฉพาะคนญี่ปุ่นสาย Engineer เขาไม่ได้มองแค่ว่างานต้องเสร็จ แต่มันต้องเป๊ะตามแบบ 100% CAD เขียนมายังไงหน้างานต้องเป็นแบบนั้น ความคลาดเคลื่อนแม้แต่มิลลิเมตรเดียวคือเรื่องใหญ่ เขาจะรัวภาษาญี่ปุ่นใส่เราด้วยหน้าตาจริงจังว่า ทำไมจุดนี้ไม่ตรง? แบบนี้มันใช้ไม่ได้! ในขณะที่คนญี่ปุ่นจะรีบแก้หน้างานให้จบ หมวกสีเขียวเซฟตี้เราก็จะมีความรับผิดชอบในส่วนที่เราต้องเคร่งครัดครับ เช่น จุดนี้ขึ้นที่สูงไม่ได้นะ สายคล้องไม่มี แผ่นปูทางเดินไม่แน่น เมื่อยังไม่พร้อมจะแก้งานให้ตามออเดอร์ของวิศวกร งานต้องดีเลย์แน่นอน พอรู้แล้วว่าต้องแก้ ทีนี้เราก็จะต้องมาดีลพี่ๆ หมวกสีเหลืองซึ่งเป็นช่าง เขาก็จะมีมุมของเขาว่าทำไมมันจึงทำตามแบบเป๊ะๆ ไม่ได้ หน้างานอาจจะเหนื่อยหน่อยที่ต้องเป็นคนกลาง เราต้องสื่อสารว่าทำไมวิศวกรสั่งแก้ ทำไมช่างทำตามแบบไม่ได้ เหตุผลคืออะไร พร้อมต้องมีคำตอบวิธีแก้เพื่อไปอธิบายให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจ และมันก็จะมีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ เสียด้วยครับ การที่เราได้รับการฝึกอบรมในระดับเทคนิคมา ทำให้เราสามารถให้เหตุผลเชิงวิศวกรรมและความปลอดภัย ร่วมกับการสื่อสารทั้งภาษาญี่ปุ่น และภาษาไทยได้ชัดเจนขึ้น ทำให้ช่องว่างระหว่างวัฒนธรรมการทำงานลดลง งานมันก็ไปต่อได้”

ถ้าเราไม่หยุดเรียนรู้ วันหนึ่งคุณจะขอบคุณตัวเองที่กล้าก้าวออกจาก Comfort Zone

          จากเด็กเอกภาษาญี่ปุ่น พอมาอยู่หน้างาน เราต้องอัปสกิลตัวเองให้เป็น Multiskill เพราะถ้าเราไม่รู้เรื่องเซฟตี้เลย เราจะแปลให้เขาลึกซึ้งไม่ได้ หรือถ้าเราถอดแบบ CAD ไม่เป็น เราก็คุยกับวิศวกรไม่รู้เรื่อง

          “อย่างที่ผมเล่าตอนแรกเลยครับ ตอนเข้ามาเรียนผมก็ตั้งใจว่าจะเก็บเกี่ยวแค่ทักษะภาษา และสมัครงานเป็นล่ามแปลภาษาตามที่เรียนมา แต่พอได้ลงหน้างานจริงๆ ผมถึงเริ่มเห็นโอกาสว่าเราสามารถเรียนรู้ทักษะอื่นๆ ควบคู่ไปด้วยได้ ผมโชคดีที่ได้รับโอกาสให้เข้าไปเรียนรู้งานในมิติอื่นเพิ่มขึ้น ซึ่งการที่เรานำวิชาภาษาที่มี มาผสมผสานกับความรู้ทางเทคนิคใหม่ๆ มันทำให้เรากลายเป็นคนทำงานที่มีคุณค่าขึ้น และได้รับความไว้วางใจในบทบาทที่ยากขึ้น เราอาจจะบอกกับตัวเองว่า อย่าหยุดที่จะสะสมประสบการณ์ เพราะใบเซอร์ฯ แต่ละใบ และความรู้ที่เพิ่มขึ้นมานั้น คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาวครับ”

***************************


ค้นพบเพิ่มเติมจาก Sabaidee Thailand

สมัครสมาชิกเพื่อรับเรื่องล่าสุดที่ส่งไปยังอีเมลของคุณ.

ใส่ความเห็น

ค้นพบเพิ่มเติมจาก Sabaidee Thailand

สมัครสมาชิกตอนนี้เพื่ออ่านต่อและเข้าถึงคลังเก็บทั้งหมด.

อ่านต่อ