สถาบันจีน-ไทยแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต จัดการสัมมนาทางวิชาการครั้งสำคัญในหัวข้อ “Thai-Chinese Strategic Partnership in the New World Order: Common Challenges and Opportunities” เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย-จีน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกในปัจจุบัน ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือประกอบด้วย ความท้าทายและโอกาสร่วมกันของไทยและจีนในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ภายใต้บริบทของระเบียบโลกใหม่ (New World Order) ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงการปรับตัวของภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของมหาอำนาจในภูมิภาค ซึ่งได้รับความสนใจจากนักวิชาการ นักศึกษา และผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังอย่างล้นหลาม ณ ห้องนิทรรศการ อาคารศาลากวนอิม (อาคาร 18) มหาวิทยาลัยรังสิต

          ดร.พิชยพันธุ์ ชาญภูมิดล รองอธิการบดีฝ่ายการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า การสัมมนาในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การพูดคุยทางวิชาการ แต่คือการหาทางออกร่วมกันเพื่อให้ไทยและจีนสามารถรักษาเสถียรภาพและเติบโตท่ามกลางความปั่นป่วนของระเบียบโลกใหม่ได้อย่างสง่างาม

          “เราได้รับเกียรติจากวิทยากรระดับแถวหน้าครับ ทั้ง Prof. Su Changhe คณบดีคณะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและกิจการสาธารณะ (SIRPA) จากมหาวิทยาลัยฟู่ตั้น เซี่ยงไฮ้, ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นายสุทธิกร เจียรไพฑูรย์ ผู้อำนวยการ บริษัท โกลเด้น แอสเซ็ท จำกัด และนายกสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยประเทศจีน และยังได้รับเกียรติจาก ท่านสมพงษ์ สงวนบรรพ์ คณบดีคณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นผู้ดำเนินรายการ เป้าหมายของการสัมมนานี้ คือการตกผลึกว่าเราจะร่วมมือกันในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็น AI, หุ่นยนต์, เซมิคอนดักเตอร์, รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไปจนถึง นวัตกรรมการเกษตร การค้าดิจิทัล และเทคโนโลยีอวกาศ เพื่อให้ทั้งสองประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงครับ

หัวข้อสัมมนาในปีนี้มีการพูดถึงโลกยุค VUCA ด้วย ในมุมมองของสถาบันฯ เรากำลังเผชิญกับอะไร และไทย-จีนควรปรับตัวอย่างไร เพราะปัจจุบันโลกอยู่ในภาวะ VUCA หรือความผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อน และคลุมเครือครับ เราเห็น ‘จุดร้อน’ ทั่วโลก ทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน, วิกฤตการณ์ในฉนวนกาซา, การเปลี่ยนผ่านในเวเนซุเอลา ไปจนถึงความตึงเครียดระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล-สหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและเศรษฐกิจไปทั่วเอเชีย นอกจากนี้ยังมีภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ, อาชญากรรมไซเบอร์ และความผันผวนจากการรุกรานของ AI ท่ามกลางสถานการณ์นี้ ไทยและจีนต้องร่วมมือกันมากกว่าเดิม ไม่ใช่แค่เพื่อความมั่นคง แต่เพื่อยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงครับ

มหาวิทยาลัยรังสิตเองในปีนี้ก็นับเป็นช่วงเวลาที่สำคัญยิ่ง เพราะเป็นก้าวแห่งความสำเร็จในการจัด Rangsit-China Forum เป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน และที่พิเศษไปกว่านั้นคือ เรากำลังต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน โดยเฉพาะเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา คือการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดของมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศครับ มหาวิทยาลัยรังสิตมีการเคลื่อนไหวเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ยุคใหม่ของความสัมพันธ์นี้เช่นกัน เราเริ่มต้นเชิงรุกมาตั้งแต่เดือนมีนาคมปีที่แล้วครับ โดยได้รับอนุญาตจาก ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต ให้เปิดการเจรจาและสัมมนาร่วมกับนักวิชาการจากสถาบันเศรษฐศาสตร์และการเมืองโลก (IWEP) ภายใต้ Chinese Academy of Social Sciences (CASS) ณ กรุงปักกิ่ง เพื่อวางรากฐานการหารือในมิติที่ลึกและกว้างขึ้น สำหรับ ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน’ ในยุคถัดไปที่เน้นการเติบโตและความยั่งยืนร่วมกัน”


ค้นพบเพิ่มเติมจาก Sabaidee Thailand

สมัครสมาชิกเพื่อรับเรื่องล่าสุดที่ส่งไปยังอีเมลของคุณ.

ใส่ความเห็น

ค้นพบเพิ่มเติมจาก Sabaidee Thailand

สมัครสมาชิกตอนนี้เพื่ออ่านต่อและเข้าถึงคลังเก็บทั้งหมด.

อ่านต่อ