เรียบเรียงบทความโดย อาจารย์ฐานุวัชร์ รินนานนท์

รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต

Venezuela เป็นประเทศยุทธศาสตร์ในทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่สำคัญในฝั่งอเมริกาใต้ เป็นประโทศที่มีขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก ขนาดพื้นที่ประมาณ 916,000 ตารางกิโลเมตร (ราวเกือบ 2 เท่าของของไทยที่มีขนาดประมาณ 513,210 ตร.ม. … แต่มีประชากรอยู่แค่ราว 29 ล้านคน ซึ่งน้อยกว่าไทย 2 เท่ากว่า) ตั้งอยู่ติดกับประเทศ Brazil (1 ในสมาชิกกลุ่ม BRICS) ประเทศ Guyana (ที่ซึ่งพึ่งมีการค้นพบน้ำมันมหาศาล และดำเนินการผลิตเพื่อการส่งออก โดยเบื้องหลังจากบริษัทน้ำมันสหรัฐ) และประเทศ Colombia (ซึ่งเคยเป็นประเทศเดียวกันกับ Panama ที่สหรัฐพึ่งจะฟาดงวงฟาดงาไป ในเรื่องคลองปานามา) และยังตั้งอยู่ทางตอนบนของทวีปอเมริกาใต้ ติดกับทะเลแคริบเบียน (ซึ่งเหนือขึ้นไปก็คือคิวบา และเหนือคิวบา ก็คือไมอามี สหรัฐอเมริกา)

          จากภูมิรัฐศาสตร์ข้างต้น ทำให้บริบทนี้น่าสนใจในมิติการแข่งขันอำนาจกับจีนในภูมิภาคอเมริกาใต้ (ละตินอเมริกา) ซึ่งถือได้ว่าเป็น Homeland ของสหรัฐอเมริกา ที่เหมือนประกาศศักดาว่า “ห้ามใครมายุ่ง” (อย่าลืมว่า ในสงครามโลกครั้งใดๆ พื้นที่สงครามจริงไม่เคยเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาเลย) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณการเชื่อมต่อของมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิก ซึ่งก็คือจุดตรงประเทศปานามา (ที่มีคลองปานามา) ซึ่งจีนเข้าไปมีบทบาทในการพัฒนาท่าเรือ โครงสร้างพื้นฐาน และตัวคลองเอง จนทำให้ทรัมป์ออกมาโวยวายก่อนหน้า จนกระทั่งปานามาต้องยุติการเข้าร่วมในแผน BRI กับจีน และประเทศเวเนซูเอลา ซึ่งสหรัฐได้ทำการคว่ำบาตรมานานตั้งแต่ยุคสมัยของฮิวโก ชาเวซ จนทำให้เวเนซูเอลาเข้าใกล้กับฝั่งจีนและรัสเซียมากยิ่งขึ้น (และยังมีอุดมการณ์สังคมนิยมเหมือนกันกับจีน) ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าก่อนการปฏิบัติการเข้าจับกุมมาดูโรของสหรัฐไม่กี่ชั่วโมง มาดูโรพึ่งจะเข้าพบคณะ (Delegation) ของจีน ซึ่งถูกมองว่าอาจมีการเจรจาเพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างกันในด้านต่างๆ

          หากมองในมุมของสหรัฐอเมริกาภายใต้ทรัมป์ (ตามแนวนโยบายระหว่างประเทศที่พึ่งประกาศออกมาล่าสุดช่วงเดือนพฤศจิกายน 2025 ที่สหรัฐจะไม่ทำตัวเป็น “ตำรวจโลก” แล้ว แต่จะสนใจ “ปกป้องผลประโยชน์” ของตัวเองเป็นหลัก) ปฏิบัติการในครั้งนี้ก็เป็นไปตามแผนข้างต้น และสามารถหาข้อสนับสนุนการกระทำได้เพื่อหลีกเลี่ยงกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ (โดยสหรัฐอ้างว่าเป็นการจับกุมผู้ต้องหาค้ายาเสพติด ไม่ใช่การโค่นล้มระบอบการปกครอง หรือการปฏิวัติประเทศ … แม้ในทางพฤตินัย (de facto) มันจะชัดเจนมากว่าใช่) เพราะหากสหรัฐไม่ทำในช่วงกรอบเวลานี้ สหรัฐจะเพลี่ยงพล้ำดุลอำนาจไปให้จีนเป็นอย่างมาก ประกอบกับเป็นการดำเนินนโยบายภายใต้รัฐบาลของทรัมป์ที่แสดงหาแนวทางลักษณะนี้ (อาจเรียกได้ว่าเป็น Trump Doctrine) ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ในปานามา การเคลมแคนาดาและกรีนแลนด์ของเดนมาร์ก เป็นตัน (แต่เอาเข้าจริง ตอนนี้ก็มีหลายฝ่ายในอเมริกา ทั้งประชาชาชน, สส, สว ก็ออกมาตั้งคำถามว่า “รัฐบาลทรัมป์มีอำนาจทำได้เหรอ? ผิดกฎหมายไหม? เพราะจริงๆ แล้ว การปฏิบัติการทางการทหารครั้งใหญ่ใดๆ ต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสก่อน แต่ทรัมป์ไม่ได้แม้แต่จะแจ้งให้ทราบด้วยซ้ำ)

          แต่หากมองในมุมของกิจการระหว่างประเทศ (Global Governance) การบุกเข้าไปจับประธานาธิบดีเวเนซูเอลา ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน (แม้จะถูกตั้งข้อสงสัยว่าโกง หรืออะไรก็ตาม) ในกลางกรุงคาราคัส (Caracas) เมืองหลวงของเวเนซูเอลา รวมทั้งที่ทรัมป์ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “We will run the country” (เราจะเป็นผู้บริหารประเทศเวเนซูเอลา) ก็เป็นการละเมิดมาตราที่ 2 ของกฎบัตรสหประชาชาติ ชัดเจน ที่ว่า “UN Charter Article 2 outlines the fundamental principles for the UN and its Members, focusing on sovereign equality, good faith fulfillment of obligations, peaceful dispute settlement, refraining from force/threats, assisting the UN, and ensuring non-member states also respect these principles for peace. Key parts include sovereign equality (2.1), peaceful settlement (2.3), and the prohibition on using force (2.4) against territorial integrity or political independence.” แปลคร่าวๆ ก็คือ “หลักการพื้นฐานสำคัญของสหประชาชาติและประเทศสมาชิก ก็คือการเน้นย้ำถึงความเท่าเทียมกันของอำนาจอธิปไตย การแสวงหาข้อยุติความขัดแย้งด้วยสันติภาพ ละเว้นการใช้กำลัง/การคุกคาม” ดังนั้นปฏิบัติการนี้ จะส่งผลต่อแนวปฏิบัติระหว่างประเทศในอนาคตอย่างแน่นอน (แต่ทว่าก็มองขยายต่อได้อีกหลายมิติ เพราะสถานะของสหรัฐใน UN ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า “ยิ่งใหญ่” ทั้งเป็น “ผู้จ่าย” รายใหญ่สุด และมีอำนาจ VETO ใน UNSC และอื่นๆ) … แต่หลังจากนี้ ความชอบธรรมของสหรัฐในการเข้าไปเป็นตัวกลาง (Mediator / Arbitrator) ในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประเทศที่อื่นๆ ก็อาจถูกตั้งข้อสงสัย (curiosity) และประเทศมหาอำนาจอื่นๆ ก็อาจมีแนวทางในการปฏิบัติการโดยใช้แนวทางลักษณะนี้ โดยเฉพาะกลุ่ม 5 ชาติในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

          ปฏิบัติการณ์ในเวเนซูเอลาครั้งนี้ (จากภาพข่าว) ประชาชนเวเนซูเอลาได้ออกมาแสดสงความยินดีกันเป็นอย่างมาก ในหลายพื้นที่ และหลายประเทศ แต่เอาเข้าจริงแล้ว ภาพต่างๆ เหล่านี้เหมือนเป็นภาพซ้ำ (Flashback) ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วใน Iraq (ประชาชนออกมาแสดงความยินดี โค่นล้มรูปปั้นซัดดัม ฮุสเซน) หรือเกิดขึ้นใน Libya ที่ประชาชาติต่างโห่ร้องยินดีที่โค่นล้มกัดดาฟีออกไปได้ เป็นต้น แต่วันนี้ กาลเวลาผ่านพ้นไปกว่าทศวรรษ ประเทศเหล่านี้ก็เหมือนกับว่ายังคงหยุดนิ่ง และถอยหลัง … แต่การแสดงความดีใจต่อการโค่นล้มรัฐบาล (ที่อยู่มายาวนานและเป็นเผด็จการ) ของประชาชน ก็นับว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะการถูกกดทัยมาด้วยรัฐบาลที่ประชาชนไม่สามารถออกเสียงได้อย่างอิสระนั้น ก็เป็นเรื่องที่เป็นเหมือนรอยปะทุเล็กๆ ที่รอวันระเบิด … และแน่นอนว่า ในเหตุการณ์นี้ก็ย่อมมีทั้งประชาชนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ดังนั้น สิ่งที่น่ากลัวหลังจากนี้ก็คือ เสถียรภาพของประเทศจะเป็นอย่างไรต่อ จากบทเรียนจากประเทศต่างๆ ข้างตัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มี “ทรัพยากร” ที่อุดมสมบูรณ์ทั้งน้ำมัน (ที่มีอัตราสำรองมากที่สุดในโลก และห่างจากอันดับ 2 กว่า 30%) และทองคำ ซึ่งมีกลุ่มคนทั้งภายในและภายนอกหมายปอง

ภายหลังจากปฏิบัติการของสหรัฐอเมริกานี้ ทั่วโลกมีปฏิกิริยาแตกต่างกัน ฝั่งยุโรปซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของสหรัฐ (โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นสมาชิก NATO ด้วย) ก็ยังคงอึกอัก พูดไม่ออก เพราะเหตุการณ์ดูจะทับซ้อนกับสถานการณ์ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ที่เคยออกมายืนอยู่เคียงข้างยูเครนและต่อต้านการยึดครองของรัสเซีย แต่มารอบนี้ก็แก้เกมส์ใหม่โดยการบอกว่าสิ่งที่สหรัฐทำนั้นถูกต้องแล้ว เพื่อประชาชนเวเนซูเอลา … ส่วนคลิปสัมภาษณ์ Starmer นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ก็ให้สัมภาษณ์ว่า “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการนี้ของสหรัฐ และมุ่งเน้นแต่การดูแลพลเมืองอังกฤษในเวเนซูเอลา” … ฝั่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์เร็วไว ว่า “เรียกร้องขอให้หาข้อยุติร่วมกันอย่างสันติภาพ” … ฝั่งจีน รัสเซีย ประเทศในละตินอเมริกา เช่น คิวบา โคลัมเบีย เม็กซิโก และอื่นๆ ออกมาประณามสหรัฐอย่างชัดเจน (ประธานาธิบดีเม็กซิโกให้สัมภาษณ์ว่าจะปรับการเจรจาและข้อตกลงต่างๆ กับสหรัฐใหม่ด้วย) … ส่วนอิสราเอล หนุนสหรัฐเต็มที่ บอกว่าเป็นปฏิบัติการณ์ที่ถูกต้อง เหมาะสมแล้ว และแน่นอนปฏิบัติการณ์นี้ สหรัฐได้แสดงให้เห็นถึงแสนยานุภาพของตัวเองเป็นอย่างมาก ว่า “เร็ว” “แรง” และ “รวบรัด” แบบที่มหาอำนาจหน้าไหนก็ต้องคิดให้หนัก ถ้าจะมีเรื่องกับสหรัฐ เพราะการเจาะเข้าไปเอาตัวผู้นำเวซูเอลา ถึงใจกลางเมืองหลวง ของประเทศที่มีขีปนาวุธ มีขีดความสามารถทางทหารพอสมควร รวมทั้งการมีการข่าวที่แม่นยำ ระบุตัวตน ที่ตั้ง เวลาของตัวผู้นำ (ที่น่าจะต้องระมัดระวังตัวเป็นอย่างมาก เพราะขัดแย้งกับสหรัฐอยู่แล้ว) ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายๆ แต่สหรัฐทำได้ภายในเวลาราว 2 ชั่วโมงเท่านั้น … สิ่งนี้เป็นการตะโดนบอกประเทศคู่ขัดแย้งอื่นๆ เช่น อิหร่าน ไปด้วยในตัวว่า อะไร อะไร ถ้าสหรัฐจะทำ ก็ทำได้!

          ส่วนจีนและรัสเซียไม่เข้ามาปะทะกับสหรัฐโดยตรง ก็เป็นเหตุผลที่เข้าใจได้ไม่ยาก แต่แค่นี้ก็เขียนยาวมากแล้ว ไว้มีโอกาสคงได้เขียนมาแบ่งปันกันใหม่อีกรอบ

          แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม กิจการโลก (Global Governance) หลังจากนี้ มีเรื่องน่าท้าทายมากมาย ทั้งระดับ Bilateral (ประเทศ-ประแทศ) และระดับ Multilateral (องค์กรระหว่างประเทศ โดยเฉพาะแกนกลางหลัก อย่าง UN)

***************************


ค้นพบเพิ่มเติมจาก Sabaidee Thailand

สมัครสมาชิกเพื่อรับเรื่องล่าสุดที่ส่งไปยังอีเมลของคุณ.

ใส่ความเห็น

ค้นพบเพิ่มเติมจาก Sabaidee Thailand

สมัครสมาชิกตอนนี้เพื่ออ่านต่อและเข้าถึงคลังเก็บทั้งหมด.

อ่านต่อ